ล้ำหน้า 100% แม๊ แต่ควรด่าให้ถูกคน

ล้ำหน้า 100% แม๊ แต่ควรด่าให้ถูกคน

ดราม่า “ล้ำหน้า” ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด เป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในโลกโซเชี่ยลหลัง แมนฯยูฯ พลิกแซงเอาชนะ คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนฯซิตี้ 2-1

ประเด็นปัญหาตรงนี้เป็นที่น่าเสียดายตรงที่ว่าฟอร์มการเล่นอันสุดยอดของ “ปีศาจแดง” ถูกกลบมิดแทบไม่มีใครพูดถึงเลย

“ผีแม่งเจ๋งว่ะ” ผมนึกในใจกับตัวเองหลังเวลาผ่านไปเรื่อยๆเลยครึ่งชั่วโมง เจ้าถิ่นรับมือได้ทุกกระบวนท่าและดูใจเย็นกับบอลเวลาถูกไล่แย่ง

สิ่งที่นักเตะเจ้าถิ่นแสดงออกมาสิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือ “ไม่กลัว” เด็กๆของ เป๊ป เลย

มันไม่ใช่ว่า “ซิตี้” เล่นต่ำกว่ามาตรฐานหรือเพิ่งเป๋มาจาก คาราบาว คัพ อะไรเลยด้วย

แต่เป็นการเล่นของ แมนฯยูฯ มากกว่าที่ทำให้ “เรือใบ” เล่นไม่ได้เหมือนเดิม

เป็นฟอร์มที่ไม่อยากใช้คำว่าสู้กับซิตี้ได้แต่ผมคิดว่าเหนือกว่าด้วยจนกระทั่งรูปเกมเปลี่ยนไปหลัง แจ็ค กรีลิช ลงสนาม 3 นาทีโหม่งขึ้นนำแบบงงๆ

อารอน วาน-บิสซาก้า เล่นราวกับว่าไปอีดิทค่าพลังมา เล่นดีเสียบอลยากเหมือน เทน ฮาก ได้แบ็คขวามาใหม่

เฟรด ตามเก็บ เควิน เดอ บรอยน์ เห็นๆ 2-3 จังหวะจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือ “ปีศาจแดง” ที่เคยสิ้นหวังถูก ซิตี้ ถล่ม 6-3 เมื่อเดือนตุลาคม

กลับมาที่ประเด็นโลกตะลึงลูก “ออฟไซด์” ของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เปลี่ยนผลการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ ดารบี้ แมทช์ อย่างสิ้นเชิง

เอาเป็นว่าผมไม่เคยเห็นคนที่ล้ำหน้าและวิ่งไปเอาบอลอย่าง “แรช” ถูกยกให้เป็นประตูมาก่อนในชีวิต

เรามักเห็นกันบ่อยๆที่ตัวล้ำหน้า “หยุด” ให้บอลเลยผ่านตัวเองไปถึงเพื่อนร่วมทีมจะเพิ่มท็อปปิ้งยกมือหรือก้มหน้าใส่การแสดงเข้าไปอีกหน่อยก็ว่ากันไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า “กูไม่เล่น”

แต่เคสเจ้าปัญหานี้ แรช วิ่งแบบสุดสปีด 4 ลายหญ้าหรือเกือบ 20 หลาและบอลอยู่ใกล้แทบเท้าเลยด้วยซ้ำ

ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นคือ อาคายี่ ไม่วิ่งต่อเพื่อให้ แรช ถลำเลยไลน์ (กลับกันถ้าวิ่งต่ออาจจะถึงบอลก่อน บรูโน่)

ผลกระทบที่ 2 แนวรับทั้ง วอล์กเกอร์ และ เอแดร์ซอน เกิดความสับสนกับตัว “ออฟ” จังหวะการออกมาเล่นจึงออกลูกกั๊ก

สิ่งที่ไม่คาดคิดต่อมาคือ ดร.แรช โชว์ความฉลาดไม่เล่นปล่อยให้ บรูโน่ ซึ่งผู้เล่น ซิตี้ ใครจะไปรู้

ใครอยากจะกางกฏ “ออฟไซด์” ที่เอามาจากเว็บพรีเมียร์หรือเอามาจากฟีฟ่ามาตีขลุมสองแง่สองง่ามอะไรก็ตามที ลึกๆแล้วคอมมอนเซนส์และภาพที่ออกมาคุณรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว

คริส ซัตตัน อดีตกองหน้า แบล็คเบิร์น และ เชลซี วิเคราะห์เอาไว้ว่า แรช เข้ามารบกวนการเล่นและกองหลังทุกๆคนบนโลกใบนี้พร้อมรอฟังเสียงนกหวีดล้ำหน้ากันทั้งนั้น

ครับเหตุการณ์วันเดียวกันผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพในเกม ไบรท์ตัน ถล่มถังขี้ ลิเวอร์พูล 3-0

จังหวะนาที 23 กัคโป ยิงไกลนอกเขตโทษแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นบอลปลิ้นเอื่อยๆกำลังจะออกข้างโดยมี TAA จ้อกกิ้งตามไปพร้อมผายมือว่าผมไม่ได้เล่นบอลนะจารย์ (โดยผู้เล่น ไบรท์ตัน อยู่ห่างออกไป)

บอลออกข้าง TAA กำลังจะหยิบมาทุ่มแต่ไลน์แมนยกให้เป็นล้ำหน้า

ผลลัพท์ของ 2 กรณีนี้มัน upside down ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกมีอะไรแปลกๆแบบนี้มาตั้งนานแล้วอยู่ที่ว่าใครจะโดนอะไรเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

เท่าที่เช็กๆคอมเมนท์แฟนบอล “ปีศาจแดง” ส่วนใหญ่ยังง “งงๆ” กับการได้ประตูลูกนี้

ในเมื่อผู้ตัดสิน “เมายา” ยกประตูให้เป็นใครก็ต้องรับไว้ถ้า ลิเวอร์พูล ได้, เชลซี ได้หรือ อาร์เซนอลได้ คุณกล้าบอกผมไหมว่าคุณจะไม่เอา ก็เอากันทั้งนั้น

ดังนั้นเคสนี้ผมไม่เห็นด้วยที่โซเชี่ยลมุ่งไปด่าที่ตัวทีม (หรือคน) พอๆกับตัวผู้ตัดสินทั้งๆที่ควรมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายหลังอย่างเดียว

เพียงแต่ที่ผมหรือใครหลายคนกำลังเป็นกังวลว่านี่อาจจะเป็นมาตรฐานใหม่ของตัว “ล้ำ” ที่พยายามจะเล่นบอลแบบ แรช แล้วจะยังไงต่อ วุ่นวายสิครับ

ผู้ตัดสินยุคนี้เขามี VAR เข้ามาช่วยแล้วแต่พรีเมียร์ยังขยันก่อปัญหาไม่เลิก

เขาเรียกว่าตัดสินตาม “ตำรา” เอ้าก็ตัวล้ำมันไม่สัมผัสบอลก็คือไม่เล่นบอลป่ะ ประมาณนั้น

อย่าให้ผมย้อนกลับไปสมัย ลิเวอร์พูล ยุค 90 ต้นๆ ยังจำไม่ลืม ลิเวอร์พูล บุกไปเยือน แมนฯยูฯ และตามหลัง 1-0

ร็อบ โจนส์ กำลังจะทุ่มแต่หาตัวทุ่มไม่ได้ ยึกยักๆอยู่พักนึง ผู้ตัดสินแม่งเดินมาแจกใบเหลืองข้อหาถ่วงเวลา

ถ่วงพร่องมึงสิ บอลตามหลังอยู่นะไอ้เวร คิดสิคิด

อ่ะ ย้อนไม่ไกลละกันถ้าผมจำไม่ผิด (ใครแม่นกว่าท้วงได้ครับ) เหตุการณ์ตัว “ล้ำหน้า” พยายามเล่นบอลคล้ายๆแบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อซัก 2-3 ปีก่อน

ไทรอน มิงส์ กองหลัง แอสตัน วิลล่า กำลังจะโหม่งลูกโด่งที่เหมือนไม่มีอะไรแต่ผู้เล่นของ แมนฯซิตี้ ซักคนนึงนี่แหละ ที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าวิ่งมากดดันจะเล่นบอลจากด้านหลังจนเกิดความผิดพลาดและเป็นประตูในที่สุด

ผู้เล่น วิลล่า รุมประท้วงแต่ผู้ตัดสินให้เป็นประตูจนหลังจบเกมดราม่ากันอย่างหนักและพรีเมียร์ลีกมาประกาศชัดเจนว่าต่อไปลูกลักษณะนี้ที่มีผู้เล่นจากตำแหน่งล้ำหน้ามารบกวนหรือพยายามเล่นบอลต้องเป่าสถานเดียว

จากชัยชนะครั้งนี้ทำให้ แมนฯยูฯ กำลังร้อนได้ที่ชนะ 7 เกมรวดทุกรายการโดยในลีกชนะ 5 เกมติดขึ้นมาอยู่ที่ 3 แล้ว

เป้าหมายหลักคือ UCL ตามเดิมแต่แอบเหล่ๆถึงช่องทางธรรมชาติขอตามดูที่ 1 กับที่ 2 อยู่ไม่ไกล

ตัดภาพกลับมาที่ เอแม็กซ์ สเตเดี้ยม…

ในเกมเอฟเอ คัพ กับ วูลฟ์ ผมจัดหนักใส่ไปหมดละ มันจะไม่มีอาการหัวร้อนอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

ถ้าเราไม่คาดหวังและกลับมามองความจริงว่า ลิเวอร์พูล พาตัวเองมาอยู่ในระดับเดียวกับที่พวกเขาเคยไล่สอนบอล, ขย่ม, บี้, กดข้างเดียว

มา ณ วันนี้ ทีมกลางๆหรือจะพูดได้ว่าทุกเกรดกำลังทำแบบเดียวกันกับที่ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยทำไว้

วันที่แพ้ นาโปลี นั่นคือเกมหายนะ เป็นบอลคนละตีนชนิดที่ว่าโงหัวไม่ขึ้น การบุกไปแพ้ ไบรท์ตัน 3-0 เป็นอีก hall of frame ที่พูดได้เต็มปากว่าลืมยากจริงๆ

วิ่งไล่เขาไม่เจอบอล, โดนทำชิ่งเคาะสบายๆจนมีคนหัวร้อนไปไล่เตะเขา เห็นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนหนัง “วัยอลวน5” ที่วันดีๆเลยผ่านมานานมากแล้วแต่ยังคิดว่าจะสามารถขายได้อยู่

เป็นเกมที่ผมอยากให้ผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกมเร็วๆ ไม่อยากโดนลูก 3 ลูก 4 เพิ่ม (แต่ก็โดนลูก 3 จนได้)

ปัญหาก็ตามเดิมครับเป็น “กรวย” ทำอะไรกับบอลไม่ได้ไม่ว่าจะรุกหรือรับ

จริงๆวันนี้เพราะระบบของ “นกนางนวล” ทำให้เราเห็นอะไรชัดเจนกว่าทุกเกม

มิโตมะ คนเดียวสามารถดึงแนวรับ “หงส์แดง” ถึง 3 คน โกนาเต้ ยืนเซนเตอร์ซ้ายยังถ่างมาช่วยขวาหลายครั้ง

การเสียประตูจากลูกทุ่มบ่งบอกชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล อยู่ในระดับไหน

วันที่ JK มารับงานกลางซีซั่นเมื่อเดือนตุลาคม 2015 เกมแรกพบ สเปอร์ส แม่งยังดูแน่นและดูดีกว่านี้เยอะ หนักแค่ไหนลองคิดดู

เงินทองก็มีแต่การ “เติม” ขุมกำลังทดแทนหมุนเวียนกลับเหมือนทีมที่ไม่มีประสบการณ์ จะให้แก้ไขอะไรกับสิ่งที่มีอยู่ในเมื่อมิดฟิลด์ที่มีอยู่และลงตัวจริงมาหลายนัดคือดีสุดแล้ว

อย่างที่ผมเคยบอกผมทนดูทนบ่นได้นะเพราะชีวิตผมมีเป้าหมายสำคัญอะไรอย่างอื่นอยู่แล้ว วินาทีนี้ดูบอลมันแค่งานอดิเรกแต่เจ้าของทีมคุณทนได้แบบผมไหมล่ะ

ถ้าทนดูทีมตัวเองที่ตัวเองจ้องจะขายอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ผมก็ขออยู่ร่วมวงไปกับคุณด้วย

ใครก็บอก เชลซี อาการหนักกว่า ลิเวอร์พูล เท่าที่ผมดูนักเตะเจ็บเยอะร่วม 10 คน

แต่ความ “กลวง” ในรูปแบบการเล่นต่างกันอยู่นะถ้าเจอกับผมเชื่อว่า แกรห์ม พ็อตเตอร์ หาวิธีเจาะได้ไม่ยากแน่ๆครับ เสาร์หน้ารู้เรื่องครับ

วันเสาร์วันเด็กแห่งชาติ ยูไนเต็ด ประเดิมชนะตั้งแต่หัวค่ำก่อนนั่งจกปิ้งย่างดู “หงส์” แพ้เละ 3-0

ไม่มีอะไรที่จะสุขไปกว่านี้อีกแล้วครับ…

สถิติ สถิติ สถิติ

มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นนักเตะคนแรกของ แมนฯยูไนเต็ด ที่ยิง 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการนับตั้งแต่ “ค.โด้” คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ทำไว้เมื่อเดือนเมษายน 2008

27 จาก 67 ประตูที่ แรชฟอร์ด ทำได้ในพรีเมียร์ลีกเป็น “ประตูชัย” คิดเป็น 40.3% และเป็นตัวเลขสูงสุดในหมู่นักเตะที่ยิงได้เกิน 50+

อเลฮันโดร การ์นาโช่ (18 ปี 197 วัน) เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่แอสซิสต์ในเกมพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้

เควิน เดอ บรอยน์ ทำแอสซินต์ขึ้นตัวเลข 2 หลักใน 5 ฤดูกาลเข้าให้แล้ว ตอนนี้จึงเป็นรองแค่ เชสก์ ฟาเบรกัส (6) เพียงคนเดียวเท่านั้น

นี่เป็นหนแรกที่ แมนฯซิตี้ และ ลิเวอร์พูล แพ้ในพรีเมียร์ลีกวันเสาร์พร้อมกันนับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2013 (ซิตี้ คุมโดย โรแบร์โต้ มันชินี่ และ ลิเวอร์พูล คุมโดย เบรแดน ร็อดเจอร์ส)

ลิเวอร์พูล แพ้ในเกมวันเสาร์ช่วงบ่าย 3 (ที่อังกฤษ) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กัมภาพันธ์ 2017 (แพ้ ฮัลล์ 2-0) ยุติสถิติไร้พ่ายในช่วงเวลานี้ไว้ที่ 32 เกม

8 ประตูที่ ซอลลี่ มาร์ช ยิงในพรีเมียร์ลีกมาจากครึ่งหลังทั้งหมด นับเป็นนักเตะที่ทำสถิตินี้ได้มากที่สุดหลังเป้าสะอาดใน 45 นาทีแรก

เอฟเวอร์ตัน แพ้คาบ้าน 4 เกมติดในลีกเป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 1958

เจมส์ วอร์ด เพราส์ ยิงประตูจากไดเร็คฟรีคิกเป็นูกที 16 ในพรีเมียร์ลีกตามหลัง เดวิด เบ็คแฮม (18) เพียงแค่คนเดียวแล้ว

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: