โครแอต แผนเดิมตบทรัพย์ ญี่ปุ่น จุดโทษตายง่ายไป

เส้นทางในฟุตบอลโลกของ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เริ่มต้นและจบในวันเดียวกันยุติความเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

น่าเสียดายที่พวกเราคนเอเชียน่าจะมีโอกาสได้ลุ้นทีมชาติ ญี่ปุ่น ต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในขณะที่ “โสมขาว” ต้องยอมรับว่าฝีตีน บราซิล เหมือนอยู่คนละโลก

ความสามารถเฉพาะตัว+ความไวปิศาจของแนวรุก “แซมบ้า” ทำให้เราสัมผัสได้ถึงสัตว์ป่าที่หิวโหย อย่าว่าแต่ เกาหลี เลยครับทีมเกรดเดียวกันยังต้านไม่อยู่ด้วยซ้ำ

เกมนี้จบไวตั้งแต่ 29 นาทีแรกด้วยสกอร์ขาด 3-0 ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจใดๆเพราะเป็นอะไรที่คนทั้งชาติและทั่วโลกคาดไว้อยู่แล้วแต่การยิงประตูใส่เต็ง 1 และแชมป์โลก 5 สมัยเป็นการทิ้งทวนที่น่าภาคภูมิใจเท่าที่จะทำได้แล้ว

ไม่น่าเชื่อที่ บราซิล ห่างหายจากแชมป์รายการนี้มานานถึง 20 ปีโดยหนสุดท้ายนู่นเลย 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ฟิวชั่นเป็นเจ้าภาพร่วม

ถือว่านานเกินไปสำหรับประเทศที่ว่ากันว่าเด็กผู้ชายเกิดมาก็เตะบอลเป็นแล้ว

ดังนั้นแน่นอนครับ บราซิล รอไม่ไหวแล้ว ถ้าจะได้ต้องเป็นหนนี้เท่านั้น

พวกเขากับ ฝรั่งเศส 2 ทีมนี้เท่านั้นที่ศักยภาพในเกมรุกและรับสมดุลกว่าทีมที่เหลืออย่างเห็นได้ชัด

สำหรับ ญี่ปุ่น ผมเกริ่นไปข้างต้นว่าน่าเสียดายเพราะพูดก็พูดก่อนหน้านี้เจอทั้ง สเปน และ เยอรมัน ที่อาวุธหนักกว่า โครเอเชีย เยอะยังผ่านมาได้

ทีม “ตราหมากรุก” ดูดีกว่าตรงกลางสนามที่มีตัวพ่ออย่าง โมดริช และโควาซิช ก็จริงแต่มันก็เท่านั้นเพราะเกมรุกง้องแง้งไม่มีจุดตายอะไรเลย

แต่ทีมของ ซลัทโก้ ดาลิช เห็น ญี่ปุ่น ตัวเล็กพยายามบอมบ์ใส่ตั้งแต่ครึ่งแรกจนกระทั่งมา “เป๊ะ” ทั้ง เดยัน ลอฟเรน เด็กเก่าหงส์เปิดเข้าหัว เปริซิซ พอดิบพอดี

ที่เหลือจุดอื่นๆแข้ง “ซามูไร” โคตรเอาแถมมีอยู่พักใหญ่ที่ขึงนวดใส่ “รองแชมป์โลก” จนเป๋ไปเป๋มา

อย่างนึงที่ ญี่ปุ่น ได้เปรียบคือ “อายุ” ที่พอถึงช่วงต่อเวลาคนที่ยิงจุดโทษเทพๆอย่าง โมดริช ในวัย 37 ปียังต้องถูกถอดออกเพราะหมดจริงๆ (ถูกเปลี่ยนพร้อม เปริซิซ)

ผมมองว่า ญี่ปุ่น เสียโอกาสดีๆตรงที่ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือแกเปลี่ยนตามตำแหน่งตั้งแต่นาที 64 และจับเอา มิโตมะ ไปเล่นวิงแบ็คนี่แหละครับ

ทำให้แข้ง ไบรท์ตัน ต้องโฟกัสเกมรับและอยู่ห่างจากพื้นที่หากินของแกคือมันต้องริมเส้นด้านบนหน้าเขตโทษถึงได้เห็นความอันตรายของน้องมัน

ความเร็ว/เทคนิคและลูกปั่นป่วนมันต้องเป็นจังหวะฉาบฉวยครับ ตำแหน่ง 3 ตัวบนปีกซ้ายควรเป็น มิโตมะ มากกว่า ซากาอิ

ปัจจัยนี้อาจไม่ใหญ่พอเพราะจุดที่ทุกคนเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันคือนักเตะ ญี่ปุ่น ยิงจุดโทษเหมือนไม่ได้ซ้อมกันมาเลย

ยิงไม่มีแรงราวกับจอยค้างไล่ตั้งแต่ มินามิโนะ คนเปิดหัวยัน โยชิดะ คนที่ 4 ซึ่งเป็นคนสุดท้าย

เปรียบเทียบกับฝั่ง โครเอเชีย ที่ยิงตุ๊บตั๊บเสียงแน่นแถม โดมินิก ลิวาโควิช นายทวารวัย 27 ปีของ ดินาโม ซาเกรบ มีเทคนิคอ่านหน้าเท้าเดาใจได้ดีเหลือหลาย

“ฮ็อตช็อต” อลัน เชียร์เรอร์ อดีตแข้งทีมชาติ อังกฤษ ยังร่วมวิจารณ์ (ในฐานะกองหน้าเก่า) ว่านักเตะ ญี่ปุ่น เดินไปเตะจุดโทษท่าทางแบบชิวๆ (ใช้คำว่า casual)

และตั้งคำถามง่ายๆเลยว่าแค่เอาบอลไปตั้ง ยิงให้แรงเท่าที่ทำจะทำได้ ทำไมไม่ทำกัน?

เคสนี้สถานการณ์ประสบการณ์การรับมือกับความกดดันและบรรยายกาศตึงๆซึ่ง โครเอเชีย ผ่านตรงนี้มาเยอะกว่ามาก

พลิกข้อมูลไปมาไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ตั้งแต่บอลโลกหนที่แล้วจนบัดนี้ โครเอเชีย ยังไม่ชนะใครในรอบน็อกเอาท์ภายใน 90 นาที

คราวก่อนปราบทั้ง เดนมาร์ก และ รัสเซีย ก็จากการดวลเป้าและมาโค่น อังกฤษ 2-1 ช่วงต่อเวลาก่อนจอดป้ายรอบชิงให้ ฝรั่งเศส

เป็นทีมน่ารำคาญจริงๆนะครับ เหมือนไม่มีอะไรแต่ชวนทะเลาะเก่งก่อนลากไปตบทรัพย์ (ดวลจุดโทษ)

รอบ 8 ทีมเข้มข้น กลยุทธิ์ตบทรัพย์ของ โครแอต โคจรมาพบ บราซิล ทีมเน้นเก็บงานไวไม่ยืดเยื้อ

ครูปรีชาและลุงจรูญเวอร์ชั่นฟุตบอล ความจริงก็คือความจริง ผู้ชนะมีหนึ่งเดียวครับ…

สถิติ สถิติ สถิติ

เนย์มาร์ กลายเป็นนักเตะคนที่ 3 ของ บราซิล ที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกได้ 3 สมัย (2014,2018,2022)เคียงข้างตำนานอย่าง โรนัลโด้ (1998,2002,2006) และ เปเล่ (1958,1962,1966,1970)

นี่เป็นเพียงหนที่ 2 เท่านั้นที่ บราซิล ยิง 4 ประตูในครึ่งแรกฟุตบอลโลกหลังก่อนหน้านี้เคยทำได้เมื่อนานมาแล้วในเกมพบ เม็กซิโก ปี 1954

บราซิล กลายเป็นชาติแรกในประวัติศาตร์บอลโลกที่ใช้งานนักเตะครบ 26 คน (รวมถึงนายทวารทั้ง 3 คน)

วินิซิอุส จูเนียร์ (22 ปี 146 วัน) เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้ บราซิล ในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ เนย์มาร์ เคยทำไว้เมื่อปี 2014 (22 ปี 127 วัน เกมพบ โครเอเชีย)

เกาหลีใต้ ยังไร้ชัยตลอด 7 เกมที่พบกับทีมจาก อเมริกาใต้ ในฟุตบอลโลก (เสมอ 2 แพ้ 5) มีเพียงแค่ สก็อตแลนด์ (8) ทีมเดียวเท่านั้นที่ไร้ชัยในการเล่นกับทีมจากทวีปนี้

ญี่ปุ่น ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกทั้ง 4 หน (เสมอ 2 แพ้ 2) และอกหักดวลเป้าแพ้ 2 ครั้งแล้ว (ปี 2010 พลาดท่าให้ ปารากวัย)

ไดเซน มาเอดะ เพิ่งยิงประตูที่ 2 ให้ทีมชาติ ญี่ปุ่น จากการลงเล่น 11 นัดทุกรายการและประตูนี้นับเป็นการยิงเข้ากรอบในครึ่งแรกเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกหนนี้ของทีมจากแดนอุทิศอุทัยอีกด้วย

โดมินิก ลิวาโควิช ของ โครเอเชีย เป็นนายทวารคนที่ 3 ที่เซฟดวลจุดโทษได้ถึง 3 ครั้ง (ในเกมเดียว) หลัง ริคาร์โด้ ของ โปรตุเกส เคยทำได้เมื่อปี 2006 และ ดานิเยล ซูบาซิช ของ โครเอเชีย อีกคนพบ เดนมาร์ก ปี 2018

การดวลจุดโทษ 6 ครั้งหลังสุดในฟุตบอลโลกจบลงด้วยการคว้าชัยของทีมที่ยิงที่หลัง

อีวาน เปริซิซ ยิงประตูในฟุตบอลโลกและยูโรรวมกัน (10 ลูก) มากกว่านักเตะโครเอเชียคนไหนๆ

มีเพียง ดาวอร์ ซูเคอร์ (45) ที่ยิงประตูในทุกรายการให้ โครเอเชีย มากกว่า เปริซิซ (33 เท่ากับ มานด์ซูคิช)

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 0