“ผี” มาเงียบๆ 2 นัดรวด หงส์เล่นใหญ่-ปืนคัมแบ็คอลัง

“ผี” มาเงียบๆ 2 นัดรวด หงส์เล่นใหญ่-ปืนคัมแบ็คอลัง

เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 แมนฯยูฯ

ผมแอบรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ เซาธ์แฮมป์ตัน ของ ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิ่ล เหมือนที่เคยเล่นงาน แมนฯยูฯ จนลิ้นห้อยเหมือนทุกครั้ง

1-2 ปีหลัง “นักบุญ” สู้ที่ เซนต์แมร์รี่ ด้วยวิธีวิ่งสู้ฟัดโดยที่ฤดูกาลก่อนเสมอทั้ง 2 นัดเหย้าเยือน

แต่เปิดหัวคู่แรก 18.30 น. สิ่งที่ผมเห็น เซาธ์แฮมป์ตัน สร้างความอันตรายในเกมนี้คือ “หมกมุ่น” อยู่กับการเปิดวางยาวไปที่ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เหมือนที่ เบรนท์ฟอร์ด เคยทำสำเร็จมาแล้ว

แม้ได้ผลแบบ “คันตามร่มผ้า” แต่ภาพรวมแล้ว “ปีศาจแดง” มาช่วย “คันนาน้อย” ได้ดีทั้ง ราฟาเอล วาราน รวมถึง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่วันนี้โดดเด่นในเกมรับสุดๆ

ที่เหลือการ build up บอลจากภาพพื้นดินของ “นักบุญ” คือ 0 ต่อกันช้าและต้องคืนหลังซะเป็นส่วนใหญ่ เสร็จแล้วก็วางยาววนๆไป

ในครึ่งแรก แมนฯยูฯ ดีกว่าชัดเจน ผมชอบวิชั่นของ คริสเตียน เอริคเซ่น ที่มองแว่บเดียววางยาวตัดหลังทำให้แนวรับเจ้าถิ่นที่ยืนกันสเปะสปะมักทิ้งพิ้นที่ว่างเอาไว้ค่อนข้างเยอะ

โดยเฉพาะแบ็คซ้ายฝั่ง มุสซ่า เฌเนโป ที่ปล่อยให้ ดิโอโก้ ดาโลท์ กับผองเพื่อนยูไนเต็ด รุมนวดอย่างสนุกสนาน

ช็อตนัวเนียยิง 4 หนไม่เข้าในนาที 19 จุดเริ่มต้นก็มาจากฝั่งแบ็คซ้ายของเจ้าถิ่นนี่แหละครับ

ถ้า “นักบุญ” ไม่มี อาร์เมล เบลล่า-ค็อทชัป เซนเตอร์สูง 190 ซม. ที่โคตรแน่นตามเก็บทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจดอน ซานโช แบบง่ายดาย (จนคนหลังต้องหนีมาเล่นปีกขวา)

โดยรวม ยูไนเต็ด ยังมีจังหวะล้นและขาด/เกินให้เห็นอยู่บ้างแต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ “ความแน่น” และ “ทรงบอล” เริ่มทยอยมาทีละนิด การเก็บคลีนชีตแรกของซีซั่นและชนะ 2 นัดติดคือสิ่งที่ เอริค เทน ฮาก ต้องการเหลือเกินในระหว่างที่ยังปรับจูนให้นักเตะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการให้เล่น

งานของทีมเยือนเริ่มชุกหลังขึ้นนำและตามธรรมชาติก็ไม่อยากรักษาสกอร์นี้ทำให้จังหวะของบอลเปลี่ยนไปปล่อยให้ เซาธ์ ได้บอลในพื้นที่สุดท้ายเยอะกว่าเดิม

แต่ด้วยวิธีเข้าทำที่อย่างที่ผมบอกว่า “คนซื่อ” ไปหน่อยบวกกับ ดาบิด เด เกอา ช่วยเก็บไข่ทำให้วันนี้เป็นไปตามเป้า

ครับอย่างน้อยการยืดหยุ่นไม่จำเป็นต้องใช้ปรัชญาตั้งบอลจากหลังสุ่มเสี่ยงเสียประตูเสมอไป การหันมาเน้นฉาบฉวย direct ด้วยนักเตะวางบอลแม่นๆที่ตัวเองอย่างน้อยก็ตอบโจทย์ใน 2 นัดที่ผ่านมา

โปรแกรมถัดไปของ “เด็กผี” คือไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ชั่วโมงนี้สภาพการเล่นและฟอร์มของนักเตะ “ดิ่ง” ดิ่งน่าใจหายจนร่วงไปอยู่รองบ๊วยมีแต้มเดียวจาก 4 นัด

ถ้ารักษาระดับเพดานบินตลอด 2 เกมหลังและไม่เสียง่ายๆกันเอง 3 นัด 9 แต้มผมว่ามาแน่…

ลิเวอร์พูล 9-0 บอร์นมัธ

ตลอดทั้งสัปดาห์ผมเห็นในโลกโซเชี่ยลขยี้ ลิเวอร์พูล อย่างหนักหลังแพ้ แมนฯยูฯ โดยเฉพาะการ “ดื้อ” ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าผิดเองที่ไม่ซื้อแดนกลาง

เรื่องกลยุทธิ์ซื้อขายหรือฟอร์มนักเตะอันนี้ตำหนิหรือจะด่ากันก็ได้ครับแต่ผมเห็นบางเพจที่เป็น ลิเวอร์พูล ถึงกับทำแผนผังแยกวรรณะว่าคนนี้จัดในกลุ่มนักเตะเวิร์ลดคลาส, เกรด B นักเตะไร้ประโยชน์

ชื่อของ เทรนต์ ก็โดนเละเทะกับปัญหาเกมรับในศึกแดงเดือด เรื่อยไปจนถึง VvD หมดสภาพ ฯลฯ

อย่าลืมนะครับว่า “หงส์แดง” เตะซีซั่นที่แล้วแบบ max สุดเท่าที่สโมสรๆหนึ่งจะลงแข่งได้มากขนาดนั้นถึง 63 เกม

การเปิดซีซั่นนี้ไวหมายความว่านักเตะที่ล้าเต็มทนได้พักน้อยมาก (มีเนชั่นลีกก่อนแยกย้ายไปพักร้อนอีกต่างหาก)

ผมเลยพยายามมองข้ามเรื่องฟอร์มนักเตะในช่วง 3 นัดแรกและไปเน้นหนักที่การเดินเกมผิดพลาดในตลาดซื้อขายมากกว่า

ครับ การประเดิม 3 แต้มแรกด้วยการเอาชนะ บอร์นมัธ ถือว่ามาช่วยเบรกอารมณ์ “ร้อนๆ” ของ เดอะ ค็อป แต่พูดได้ว่ามาตรฐานของ ลิเวอร์พูล แม้จะเจ็บเยอะขนาดนี้แต่ก็ยังสูงกว่าทีมของ สก็อตต์ ปาร์คเกอร์ เยอะมาก

เอาง่ายๆแค่การเข้าบอลของ บอร์นมัธ บอกได้ว่า บางหวิวและไม่ติดตัว เทียบกับทีมที่ขึ้นชั้นมาด้วยกันอย่าง ฟูแล่ม นี่คนละเรื่องเลย

ปาร์คเกอร์ ยัดหลังมา 5 ตั้งใจจะ “บัส” และยื้อเวลาให้กินไปเรื่อยๆเพื่อจะได้เห็นความลนลานของ “หงส์แดง”

ดังนั้นการโดนตั้งแต่นาทีที่ 3 ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้มีการวางเพลิงเกิดขึ้น ฝั่งเจ้าบ้าน passion เดียวกับ แมนฯยูฯ ในเกม “แดงเดือด” ที่มีแรงจูงใจและความฮึกเหิมอยากชนะนัดแรก

รายละเอียดอื่นๆในเกมผมขอข้ามนะครับเพราะ บอร์นมัธ ไม่สามารถเอามาเป็นมาตรฐานในเกมนัดต่อๆไปแน่นอน

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ได้คือความมั่นใจที่เริ่มนับ 1 และแข้งดาวรุ่งอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ที่ยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีก รวมไปถึง เวอร์กิล ฟาน ไดคจ์ หรือแม้กระทั่ง TAA

ที่น่าตลกคือใน 9 ลูกไม่มีชื่อของ โม ซาลาห์ ทั้งๆที่ควรจัดตั้งแต่นาทีที่ 16 จากการชาร์ตหลาเดียวปลิ้นออกข้างเสา

Positive อีกอย่างในเกมนี้คือ หลุยส์ ดิอาซ ที่เริ่มมีเค้าลางของ ซาดิโอ มาเน่ ในแง่ของการ “หิวประตู” ในกรอบเขตโทษ ไม่ใช่บอลโชว์เหมือนเกมอื่นๆ

การทำประตูในแอนฟิลด์ในรอบ 2 ปีของ โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ (และแอสซิสต์อีก 3) ทุกอย่างมาประดังเกิดขึ้นพร้อมกันในเกม “ซ้อมใหญ่”

วันนี้มีแต่ความสุขและพลังอวยจาก เดอะ ค็อป (อย่างน้อยๆก็หยุดทำชาร์ตแยกวรรณะไปซักสัปดาห์นึง)

ผมยังเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จะทำแต้มหล่นง่ายๆระหว่างทางนับจากนี้ไปอีกพักใหญ่และคงต้องประคองตัวเองไม่ให้มีใครเจ็บเพิ่มในระหว่างที่รอตัวอื่นๆ “คัมแบ็ค”

หรือเล่นใหญ่กว่านั้นคือถอยตัวใหม่ก่อนตลาดปิดอีกไม่กี่วันไปเลย ปีนี้ออกสตาร์ตช้าถ้าจะไล่คนอื่นๆต้องออกแรงเยอะหน่อยครับ…

แมนฯซิตี้ 4-2 คริสตัล พาเลซ

เกมไหนผมดูก็บอกดู ไม่ได้ดูทั้งเกมก็บอก เช่นเดียวกับชัยชนะแบบแซงเข้าป้ายของ “เรือใบ” เหนือ คริสตัล พาเลซ ที่แอบตกใจที่เห็นครึ่งแรกจบลงด้วยการตามหลัง 2-0

ผมสลับเปลี่ยนไปมากับคู่ “หงส์แดง” และต้องบอกว่าลูกทีม เปีป กวาดิโอล่า โดจังหวะบอลเล่นงานทั้ง 2 เม็ดไม่ว่าจะ OG. ของ จอห์น สโตน ที่แฉลบ ไคล์ วอล์กเกอร์ มาอีกที

ก่อนมาพลาดอีกหนจากจังหวะเตะมุม เรียกว่า พาเลซ ใช้ทุกๆโอกาสได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผิดกับ ซิตี้ ที่โดนไวจัดตั้งแต่นาทีที่ 3 ทำให้บอลเล่นยากขึ้น การผ่านบอลของ “แชมป์เก่า” ค่อนข้างช้าและมากจังหวะในพื้นที่สุดท้ายทำให้แนวรับของทีมเยือนที่ยืนหลายชั้นตามตัวกันง่ายมาก

จุดนี้คือสิ่งที่ เป๊ป เห็นและ “ว๊าก” ในห้องแต่งตัวแน่นอนครับ เราถึงเห็นนักเตะในเขตโทษเยอะขึ้น เรียกว่าทุกๆการขึ้นมาพื้นที่สุดท้าย ซิตี้ จะเล่นเสี่ยงมากขึ้นมีตัวทางเลือกในกรอบไม่ต่ำกว่า 4-5 คน

ลูกที่ไล่มา 2-2 ก็มาจากการครอสเข้าไปดื้อๆไม่ต้องเน้นสวย มีหน้าเป้าอย่าง ฮาลันด์ ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์

แต่กำพืดเดิมและจุดขายของ “เรือใบ” ยังหาใครลอกเลียนแบบยากกับลูกแซง 3-2 ในกรอบ 18 หลามีผู้เล่นทีมเยือนมีเยอะถึง 9 คนแต่ไม่มีใครโดนบอลเลย

การเคาะแทงไหล 5 จังหวะก่อนไปจบที่ ฮาลันด์ แท็บอินที่เสาไกล นี่มันสไตล์การเล่นแบบพวกนักฟุตซอลชัดๆ

นับครั้งไม่ถ้วนจนขี้เกียจนับแล้วครับที่ผมหลายคนคิดว่า ซิตี้ เสร็จแน่ๆแต่ “คัมแบ็ค” ได้ทุกครั้ง เรียกว่าถ้าลูกแรกมาไวไม่มีครั้งไหนที่ไม่ไหล

จะว่าไปแล้วนอกทีม top 6 ก็มี คริสตัล พาเลซ ของเฮียปั๊ตนี่แหละครับที่พอจะสร้างปัญหาแย่งแต้มจาก ซิตี้ วันนี้แพ้เพราะ class ของนักเตะเจ้าถิ่นจริงๆ

อาร์เซนอล 2-1 ฟูแล่ม

ณ เวลานี้ไม่มีใครสุขเท่า เดอะ กันเนอร์ส อีกแล้วครับกับชัยชนะ 4 นัดรวดกลับมายืนเป็น “จ่าฝูง” อย่างสง่างามด้วยการคว่ำที่โคตรแข็งอย่าง ฟูแล่ม แบบแซงเฮพิสูจน์แคแรคเตอร์ของ ออล นิว อาร์เซนอล

บอลนำแล้วนวดๆยิงซ้ำผมว่ามันเล่นง่ายกว่าตามหลังเยอะ การ “คัมแบ็ค” ในเกม ดาร์บี้ แมทช์โหดๆแบบนี้อย่างน้อยนักเตะ “ปืนใหญ่” achievement unlock ได้ทดสอบสภาพจิตใจและการคุมสติในสถานการณ์แบบนี้ไปอีกหนึ่งถ้วยรางวัล

ใครเจอ “เจ้าสัวน้อย” ไม่ว่าเหย้าเยือนช่วงต้นซีซั่นผมบอกได้คำเดียวว่าเหนื่อยเพราะทรงบอลและศักยภาพของนักเตะจนถึงนัดที่ 4 ต้องบอกว่า so far so good เขี้ยวเกินต้าน

อาจจะพูดได้ว่า ฟูแล่ม ขึ้นๆลงๆพรีเมียร์ลีกจนมาถึงจุดที่ “ตกผลึก” ว่าควรต้องยกมาตรฐานตัวเองไปถึงแค่ไหนจึงจะอยู่รอด

และหากไม่พลิกฟอร์มการเล่นจากสวรรค์เป็นนรกยันท้ายซีซั่นก็ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะดีพอสำหรับลีกสูงสุด

คือแต่ละคนผมขอเรียกว่า “เป็นงาน” ดูไม่เหมือนนักเตะที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาจาก ชปช. เกมรับเหนียวและออกบอลไม่สเปะสปะด้วย

เคนนี่ เตเต้ หรือ อันโทนี่ โรบินสัน แบ็ค 2 ข้างที่ต้องรับมือกับการขึ้นเกมริมเส้นนี่เขี้ยวจัด

การสวนกลับขึ้นเป็นระบบ อันเดรียส เปเรียน่า เด็กเก่าผีอัพสกิลผิดหูผิดตา ทักษะการม้วนการกระชากเทพ

ในขณะที่ อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช เป็นทุกอย่างของทีมในแดนหน้า ด้วยจุดแกร่งทาง physical ทำให้เบียดแย่งบอลจาก กาเบรี่ยล ต้อง หน้าด้านๆจนกลายเป็นประตูขึ้นนำ 1-0

แต่บทสรุปของบอลแพ็คหลังแน่นในเขตโทษวันนี้มีตัวอย่างบอล “แฉลบ” ทั้งที่สนาม เอติฮัด และ เอมิเรสต์

การลงมาของ เอ็ดดี้ เอ็นเคเตียห์ สร้างความปั่นป่วนให้แนวรับทีมเยือน ผมชอบสไตล์ที่ค่อนข้างไปกับบอลได้ดีของ เอ็นฯ เป็นอาวุธที่ มิเกล อาร์เตต้า มีไว้ใช้ในสถานการณ์ตึงๆแบบนี้

หรืออาจเอามาใช้ช่วงที่ บูกาโย่ ซาก้า ติดบักก็ได้ครับ อย่างวันนี้ดูเงียบๆเล่นแบบไล่เลื่อนลอย

“กัปตัน” มาร์ติน โอเดการ์ด คนยิงประตูแฉลบตีเสมอยังโดดเด่นในตำแหน่งจอมทัพ การดึงจังหวะและเปลี่ยนแกนบอลรวมถึงบอลเลียดทะลุไปใน final third เนียนแทบทุกลูก

เสียดายที่ กาเบรี่ยล มาร์ติเนลลี่ หวงบอลและเล่นยากในบางจังหวะ ทำให้บางครั้งเปลี่ยนเป็นโอกาสยิงให้คนอื่นกลายเป็นเสียของไปเอง

ครับ 4 นัด 12 แต้มไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆสำหรับ “ปืนใหญ่” ของ อาร์เตต้า ที่ทำการบ้านอย่างหนักตลอดทั้งซัมเมอร์

ความร้อนแรงไม่น่าจะ “มอด” ในเร็วๆนี้นะครับ ผมคิดว่าแฟนปืนหลายคนมองไปถึง 5 เลยด้วยซ้ำเพราะ แอสตัน วิลล่า ของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ทรงบอลเกมรับค่อนข้างหลวม เจอการทะลุทะลวงทั้งซ้ายขวาและตรงกลางจะไปเหลืออะไร

แต่ที่ใครรอคอยคือหลังจากนั้นมากกว่าเพราะ แมนฯยูฯ จะเป็นทีมใหญ่ทีมแรกที่ “จ่าฝูง” จะได้พิสูจน์ตัวเองครับ…

สถิติ สถิติ สถิติ

มีแค่ โม ซาลาห์ (54), แฮร์รี่ เคน (49) และ ซน เฮือง มิน (45) ที่ยิงประตูมากกว่า บรูโน่ แฟร์นานเดซ (37) นับตั้งแต่เขา debut ในปี 2020

ลิเวอร์พูล ยิง 9 ประตูในเกมลีกเกมเดียวเป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 1089 ที่พวกเขาถล่ม คริสตัล พาเลซ 9-0 ส่วนเกมที่ แอนฟิลด์ เมื่อวันเสาร์ยังถือเป็นสถิติชนะในลีกมากที่สุดร่วมกับเกมที่ชนะ พาเลซ 9-0 และชนะ รอเธอร์แฮม 10-1 เมื่อปี 1896

และชัยชนะท่วมท้นครั้งนี้ทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ฉลองกับการเอาชนะคู่แข่งมากที่สุดเป็นหนแรกในอาชีพผู้จัดการทีม

ลิเวอร์พูล ยิง 2 ประตูภายใน 6 นาทีแรกในเกมพรีเมียร์ลีกหนแรกนับตั้งแต่ปี 1996 (พบ วิลล่า)

โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ เป็นนักเตะคนแรกของ ลิเวอร์พูล ที่มีส่วนร่วมโดยตรงกับ 4 ประตูในครึ่งแรก (1 ประตู 3 แอสซิสต์) และเป็นนักเตะคนแรกในลีกที่ทำได้นับตั้งแต่ แฮร์รี่ เคน เคยทำได้ในปี 2017 เกมพบ สโต๊ค (3 ประตู 1 แอสซิสต์)

นอกจากนี้ ฟีโน่ ยังถือสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ทำ 2 แอสซิสต์ภายใน 6 นาทีแรกเกมพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ อิสลาม สไลมานี่ เคยทำได้ในเกมที่ เลสเตอร์ พบ แมนฯซิตี้ เมื่อปี 2016

“หงส์แดง” ยิง 5 ประตูในครึ่งแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

นอกจากนี้ ลิเวอร์พูล ยิง 4 ประตูภายใน 31 นาทีแรกนับเป็นการยิงประตู 4 ลูก+ ที่เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ปี 2014 หลังยิง 4 เม็ดใส่ อาร์เซนอล ภายใน 20 นาที

อาร์เซนอล ชนะ 4 เกมรวดใน พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งที่ 3 เท่านั้นหลังเคยทำได้เมื่อซีซั่น 2003-04 ซึ่งเป็นปีที่ได้แชมป์ลีกและ 2004-05 ที่ได้รองแชมป์

เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ยิง 5 ประตูใน 4 เกมแรกใน พรีเมียร์ลีกให้ แมนฯซิตี้ มีเพียง กุน อเกวโร่ (6) เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าเขาใน 4 เกมแรก

ซิตี้ เป็นฝ่ายตามหลังคู่ต่อสู้ในบ้าน 2-0 ภายใน 21 นาทีแรกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 ที่ เอฟเวอร์ตันยิง 2 ลูกใน 19 นาที

เอเบเรชี่ เอเซ่ เป็นนักเตะเพียงแค่คนที่ 3 ของ คริสตัล พาเลซ ที่แอสซิสต์ 3 นัดติดเกม “เยือน” ใน พรีเมียร์ลีก หลัง จอห์น ซาลาโก้ เคยทำไว้ในปี 1993 (4 เกมติด) และ คริสเตียน เบนเทเก้ 2018 (3 เกม)

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นนักเตะคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ยิงประตูให้กับ 3 ทีมใหญ่ทั้ง แมนฯซิตี้, ลิเวอร์พูล และ เชลซี ต่อจาก นิโกลาส์ อเนลก้า และ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่เคยทำไว้

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 5