‘นักบุญ’ แผนดีแต่คุณภาพไม่ถึงก่อนแพ้ ‘หงส์’ 4-0

‘นักบุญ’ แผนดีแต่คุณภาพไม่ถึงก่อนแพ้ ‘หงส์’ 4-0

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิ่ล นำ เซาแธมป์ตัน บุกเยือน แอนฟิลด์ ด้วยคติพจน์ที่ว่า “ไม่สู้ก็อยู่อย่างหมา” ก่อนแพ้สกอร์แบบขาดลอย 4-0

มีไม่กี่ทีมครับที่เล่นกับ ลิเวอร์พูล ด้วยการเพรสหนัก/เปิดแลกแล้วมีชีวิตรอดกลับไป ไบรจ์ตัน เป็น “case study” ที่ ราล์ฟ น่าจะศึกษามาพอสมควรหลังเคยบุกมาเสมอที่นี่ 2-2 เมื่อเดือนที่แล้ว

แผน “หมูสู้มีด” ของ “นักบุญ” เกือบได้ผลตั้งแต่ยังไม่ถึง 1 นาทีแต่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือนาทีถัดมาโอกาสแรกของ “หงส์แดง” กลายเป็นประตูทันที

แม้รูปแบบการเล่นของทีมเยือนไม่ได้เปลี่ยนไปซักเท่าไหร่จากการต้องตามหลังอย่างรวดเร็วแต่ลูกทีมของ JK ระแวดระวังหลังแบบมีสติมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

สังเกตได้ว่า เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ไม่เติมเกมรุกเลยจนกระทั่งนำ 2-0 ในนาที 32 เราถึงเห็นแบ็คขวาทีมชาติ อังกฤษ เริ่มมีซีน

ตรงกันข้ามกับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่ “เติม” ยิ่งกว่าโค้ก refill อันนี้น่าจะเป็นเพราะกราบซ้าย VvD ยัง cover ให้ได้แต่ทีมเยือนส่งสัญญาณเน้นขึ้นทางฝั่ง TAA เยอะเป็นพิเศษ

เราจะเห็นได้ว่าการที่ “นักบุญแดนใต้” เพรสตั้งแต่แดนบนถึงหน้าปากประตูทำให้แดนกลาง “หงส์แดง” ที่วันนี้เป็น “กลางในฝัน” ของ เดอะ ค็อป (ติอาโก้, ฟาบินโญ่ และ เฮนโด้) ออกอาการ “เป๋” กันเกือบหมด ถ้าไม่มีสกอร์ตุนน่าจะเล่นยากกว่านี้เยอะ

โดยเฉพาะ ติอาโก้ เป็นคนที่ไม่ชอบการเล่นลักษณะนี้เอามากๆเนื่องจากแกจะชอบเก็บบอลไว้กับตัวแล้วค่อยถ่ายออกซึ่งมันต้องใช้เวลามองหาเพื่อน

ที่สำคัญแข้ง สเปน วัย 30 ปีมักเป็นผู้เล่นที่จ่ายเสี่ยงเล่นเสี่ยงจึงไม่เหมาะกับการมาล้วงบอลต่ำจน “นักบุญ” เกือบตีเสมอก่อนที่ อลิสซอน ช่วยชีวิตเส้นยาแดงผ่าแปด

แต่กระนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าอดีตแข้ง บาเยิร์น มิวนิค น่าจะฟอร์มแรงต่อเนื่องที่สุดแล้วนับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อ 2 ปีก่อนหลังยิงประตูสวยๆติดต่อกัน 2 นัด

อย่างที่ผมบอกไปว่า เซาธ์ฯทำได้ดีมากในการเพรสและเข้าหนัก คือทุกๆคนที่นักเตะเจ้าถิ่นไม่คายบอลยังไงมีร่วงแน่

แต่เมื่อใดก็ตามที่บอลสามารถเลยแดนกลางขึ้นมาถึง final third แนวรับของ “นักบุญ” ปั่นป่วนตามตัวกันมั่วไปหมดซึ่งตรงนี้น่าสงสาร ฮาเซนฮุทเทิ่ล ที่แผนดีไอเดียดีแต่ศักยภาพนักเตะ (แนวรับ) ยังไม่ match ในการรับมือกับเกมรุกของเจ้าถิ่น

ประตูแรกมี 3 ผู้เล่นไปรุม มาเน่ ตรงเกือบๆมุมธงจนทำให้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน หลุดไปแอสซิสต์ ในขณะที่เม็ด 2 การจับบอลพลาดทำให้ TAA ฉกซึ่งผมมองว่าถ้าเป็นซีซั่นก่อน “แฮนด์บอล” แน่ๆ

ลูก 3 เป็น class กับเทคนิคการคลึงบอลของ ติอาโก้ (อย่าคลึงหน้าเขตโทษตัวเองเป็นพอ) และปิดท้ายด้วยลูก 4 ที่ โอริโอล โรเมว ยื้อฉุดกับ VvD โดยที่ไม่ยอมมองบอล มารู้ตัวอีกทีบอลเข้าตีนแข้งดัทช์ไปเรียบร้อย

สมาธิในการดูบอลของผมหนนี้ยุติไว้เพียงแค่ 52 นาทีหลัง VvD ซัดลูก 4-0 จากนั้นก็ดูแบบก้มๆเงยๆไถมือถือในอัตราส่วน 70/30 เพราะพอเกมขาดรูปเกมที่ออกมามันเหมือนติด bug ไม่ใช่ “หงส์แดง” อย่างที่เราเคยเห็นกัน

โม ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ อยากมีชื่อทำประตูในเกมที่เล่นแบบไร้ความกดดันจนหลายๆครั้งมันฝืนธรรมชาติ (พอเข้าใจได้)

ผมขำภาษากายของ “บังโม” ตลอดครึ่งชั่วโมงที่เหลือ แกจะผายมือ กระโดดเหยงๆด้วยอาการเซ็งที่เพื่อนไม่จ่าย บอลไม่ค่อยมาถึง

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่า ราล์ฟ และลูกทีมยอม “ยกธง” ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้ สถิติค่าเฉลี่ยยิงไม่ถึงนัดละ 1 ประตูด้วยซ้ำ

จึงเลือกลงไปอุดเพื่อให้โดนน้อยที่สุดซึ่งเหตุผลเดียวน่าจะมาจากการเลี่ยงหายนะสกอร์ไหลเหมือนที่เคยโดนมา 2 ฤดูกาล (แพ้ เลสเตอร์ 9-0 ปี 2019, แพ้ แมนฯยูฯ ด้วยสกอร์เดียวกัน ปี 2021)

เมื่อพื้นที่หน้าเขตโทษแน่นเอี้ยดและยังมี อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงมาร่วม “โต๊ะจีนลิง” ด้วยอีกคน ความฉิบหายมั่วซั่วหนักเข้าไปอีก ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม

เป็นตลกร้ายที่มาจากการ “ปิดงาน” ที่เร็วและไวเกินคาด มันได้อย่างเสียอย่าง

สกอร์สวยๆแบบคลีนชีทส่วนนึงคงต้อง “ชาบู” อลิสซอน ที่ช่วยชีวิตแบบเซฟเต็มๆมือไม่น่าต่ำกว่า 3 และต้องบอกว่าชั่วโมงลูก 1 on 1 ไม่มีใครกินแกลงจริงๆ

ครับเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงสำคัญของ “หงส์แดง” อย่างแท่จริงเพราะจะเป็นเดือนสุดท้ายก่อนตัวแบกอย่าง ซาลาห์ และ มาเน่ จะไปเตะ แอฟริกัน เนชั่น คัพ

ผมไล่ดูโปรแกรมเตะโหดมากถึง 9 นัด (มี UCL และ คาราบาว คัพ ด้วย) เปรียบเทียบกับเดือนพฤศจิกายนที่มีแค่ 5 นัด

เดือนมกราคมแม้จะเตะแค่ 3 นัด (ยังไม่นับ เอฟเอ คัพ) แต่ดันเจอ เชลซี ที่อาจต้องตัดแต้มกันเองรวมถึง 2 ตัวป่วนอย่าง เบรนท์ฟอร์ด และ คริสตัล พาเลซ

ดังนั้นทุกๆเกมในเดือนธันวาคม ลิเวอร์พูล อาจต้องพลาดให้น้อยที่สุดหรือพูดอีกนัยนึงคือพยายามโกยแต้มให้มากที่สุดเพราะแอฟริกัน เนชั่น คัพ รอบชิงยาวไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์นู่นเลยครับ…

สถิติ สถิติ สถิติ

ลิเวอร์พูล ยิง 39 ประตูจากการลงสนามในพรีเมียร์ลีก 13 เกม นับเป็นตัวเลขยิงมากสุดเมื่อนับถึงเกมที่ 13

ประตูที่ เวอร์กิจ ฟาน ไดคจ์ ทำได้นั้นเป็นแอสซิสต์ที่ 40 ของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ (23 ปี 51 วัน) มีเพียง เวย์น รูนีย์ (22 ปี 200 วัน) และ เชสก์ ฟาเบรกัส (21 ปี 188 วัน) ที่แอสซิสต์แตะ 40 ลูกแล้วอายุน้อยกว่า

โม ซาลาห์ มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงเป็นลูกที่ 150 ใน พรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 171 เกม (108 ประตู 42 แอสซิสต์) มีแค่ อลัน เชียร์เรอร์ และ เธียร์รี่ อองรี ที่มีส่วนร่วมรวม 150 ประตูได้เร็วกว่าแข้ง อิยิปต์

ซาลาห์ มีส่วนร่วมโดยตรง 25 ประตูเมื่อนับทุกรายการ (17 ประตู 8 แอสซิสต์) มากกว่านักเตะคนไหนๆใน พรีเมียร์ลีก ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

ประตูของ ดิโอโก้ โชต้า เกิดขึ้นหลังเล่นไป 97 วินาทีและเป็นประตูที่ไวที่สุดของ “หงส์แดง” ใน พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ นาบิล เกอิต้า ยิงในเกมกับ ฮัดเดอร์ฟิลด์ เมื่อปี 2019 (15 วินาที)

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ยิงประตูหลังถูกเปลี่ยนลงมาเพียง 93 วินาที (สัมผัสบอล 2 หน) และเป็นประตูแรกที่ เอมิเรสต์ ใน พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่มกราคม 2020 (พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

นิวคาสเซิ่ล กลายเป็นทีมที่ 6 ของ พรีเมียร์ลีก ที่เปิดสนาม 13 เกมแล้วไม่ชนะใครโดยในอดีต 4 จาก 5 ทีมลงเอยด้วยการตกชั้น (มี ดาร์บี้ ทีมเดียวที่รอดในซีซั่น 2000-01)

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เป็นผู้จัดการรายที่ 2 ที่ชนะ 2 เกมแรกใน พรีเมียร์ลีก ให้ แอสตัน วิลล่า โดยคนแรกคือ จอห์น เกรกรอรี่ ที่ทำไว้ในปี 1998

แอชลีย์ ยัง ขึ้นแท่นเป็นนักเตะ วิลล่า ที่แอสซิสต์ ใน พรีเมียร์ลีก มากที่สุดไปเรีบร้อยแล้ว (42 ลูก) และยังเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่แอสซิสต์ 2 เกมใน พรีเมียร์ลีกให้ วิลล่า อีกด้วย (36 ปี 141 วัน)

ลูกยิงให้ วิลล่าขึ้นนำ 1-0 ของ แมทท์ ทาร์เก็ตต์ เป็นประตูแรกของเจ้าตัวใน พรีเมียร์ลีก ในรอบ 770 วัน ยุติการรอคอยมาอย่างยาวนาน 74 เกมนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ทำไว้ในเกมพบ ไบรจ์ตัน เมื่อปี 2019

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 7