OPINION: กับดักราชสีห์-เมื่อสเปอร์สแก้หมากเชลซี

OPINION: กับดักราชสีห์-เมื่อสเปอร์สแก้หมากเชลซี

แท็คติค 3-4-3 อันเลื่องชื่อของคอนเต้ถูกทำลายลงเป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก โดยการวางหมากของนายใหญ่ไก่เดือยทอง

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนัดที่ผ่านมาคงไม่มีเกมไหนใหญ่ไปกว่าคู่ระหว่าง สเปอร์ส พบ เชลซี ทีมจ่าฝูง เพราะนอกจากจะเป็นการพบกันของสองทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่นที่สุดในลีกแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการดวลกึ๋นกันอีกครั้งของสองกุนซือไฟแรงแห่งยุคอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน กับ อันโตนิโอ คอนเต้ โดยศึกยกแรกที่ทั้งคู่พบกันนั้นโค้ชชาวอิตาเลียนเป็นฝ่ายได้รับการชูมือให้เป็นผู้ชนะไปก่อน

ทั้งสองทีมต่างอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมก่อนเกมที่สนาม”ไวท์ ฮาร์ท เลน” สิงห์บลูกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดขีดซิวชัยคู่แข่ง 13 นัดรวด ด้วยผลงานยิง 32 ประตู เสีย 4 ประตู และรักษาคลีนชีตได้ถึง 10 เกม พวกเขาต้องการชัยชนะอีกเพียงนัดเดียวเพื่อจารึกชื่อในฐานะทีมที่เอาชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกนี้

ส่วนผลงานของไก่เดือยทองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันมากนัก เมื่อพวกเขาเดินหน้าเก็บชัยตลอด 5 เกมหลังสุดแบบเรียบวุธ โดยเฉพาะในรายของ เดเล อัลลี กำลังโชว์ฟอร์มเข้าฝักยิง 5 ประตู จาก 3 เกมที่ผ่านมา แน่นอนว่าแฟนบอลของบรรดาทีมหัวตารางคงเอาใจช่วยเจ้าบ้านเต็มที่ ทุกคนล้วนอยากเห็นจ่าฝูงสะดุดและทำแต้มหลุดมือบ้าง

โปเช็ตติโนเรียนรู้จากความผิดพลาดในเกมบุกแพ้เชลซี 2-1 เมื่อสองเดือนก่อน เขาจึงแก้เกมด้วยการปรับแท็คติคจาก 4-2-3-1 มาเป็น 3-4-2-1 หันมาใช้ระบบปราการหลังตัวกลาง 3 คน สู้กับแผนการเล่น 3-4-3 ของคอนเต้แทน เพื่อจัดการกับ เอเด็น อาซาร์, เปโดร โรดริเกวซ และ ดิเอโก้ คอสต้า สามตัวทีเด็ดในเกมรุกของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ดี ไก่เดือยทองไม่ใช่ทีมแรกที่ใช้แผนนี้ต่อกรกับสิงห์บลู ก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เคยใช้ระบบนี้สู้กับทีมของคอนเต้มาแล้ว ผลปรากฎว่าทีมของเขาสอบตกเป็นฝ่ายพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-3 แต่หากดูจากรูปเกมต้องยอมรับว่าแมนฯซิตี้มีโอกาสล้มจ่าฝูงได้ แต่ต้องโทษตัวเองที่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้ายจนเปิดโอกาสให้คู่แข่งกลับมาสู่เกม

ดังนั้นหากสเปอร์สแก้ไขจุดบกพร่องของเรือใบสีฟ้าได้ พวกเขาย่อมมีโอกาสยัดเยียดความปราชัยแก่สิงโตน้ำเงินครามเช่นกัน แต่ทีมของโปเช็ตติโนมีทีเด็ดยิ่งกว่านั้น เมื่อขุมกำลังของพวกเขาเอื้อต่อแท็คติคนี้มากกว่าหากเทียบกับ 11 ตัวจริงของซิตี้ในเกมดังกล่าว โดยเฉพาะตำแหน่งวิงแบ็คสองฝั่งซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการเล่นนี้

กวาร์ดิโอลาจับ เลรอย ซาเน กับ เฆซุส นาบาส สองแนวรุกมารับบทวิงแบ็คซ้ายขวาจำเป็น มันชัดเจนว่าความเข้าใจในบทบาทของทั้งคู่คงสู้กับฝั่งสเปอร์สที่มี แดนนี โรส กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ฟูลแบ็คอาชีพที่รับผิดชอบหน้านี้ไม่ได้ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างทั้งสองและมันมีผลต่อการตัดสินผลแพ้ชนะในเกมเลยทีเดียว 

โปเช็ตติโนมีเหตุผลในการเลือกใช้แผนการเล่น 3-4-2-1 เขาไม่ได้เสี่ยงใช้มันสู้กับเชลซีเป็นครั้งแรก แต่มันเป็นระบบที่ไก่เดือยทองใช้มาแล้ว 3 ครั้งในฤดูกาลนี้ และยังไม่เคยพลาดท่าแพ้ใครแม้แต่เกมเดียว เริ่มจากเสมออาร์เซนอล 1-1, ถลุงฮัลล์ฯ 3-0 และบุกยิงวัตฟอร์ด 1-4 นักเตะทุกคนปรับตัวเข้ากับแท็คติคและทำผลงานได้ดี นี่คือไพ่เด็ดที่พอชเตรียมไว้รอล้างตาคอนเต้

เข้าสู่เกมแข่งขันผู้เล่นสเปอร์สเล่นได้ตามแผนที่โปเช็ตติโนวางไว้ พวกเขาใช้เกมเพรสซิงเล่นงานสิงห์บลูจนต่อเกมไม่ติด ผู้เล่นในแนวรุกอย่าง เดเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน และ แฮร์รี เคน คอยเดินบีบกดดันให้สามกองหลังคู่แข่งใช้การเปิดบอลยาวขึ้นหน้า ทำให้เจ้าบ้านเป็นฝ่ายเก็บบอลมาครองได้มากกว่า

ขณะที่เกมในแดนกลางนั้น วิคเตอร์ วานยามา ทำหน้าที่ได้โดดเด่นเหลือเกิน เขาผนึกกำลังร่วมกับ มุสซา เดมเบเล วิ่งบี้บดตรงเกมกลางสนามแบบไม่มีหมด ทำเอา เอ็นโกโล ก็องเต้ กับ เนมันยา มาติช สองมิดฟิลด์คู่กลางของทีมเยือนขึ้นเกมลำบาก พร้อมยังช่วยตัดเกมในจังหวะสำคัญและคอยปัดกวาดอยู่หน้าแผงหลังของทีมแบบสะอาดเอี่ยม

ส่วน 3 ปราการหลังของทีมอย่าง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เอริค ไดเออร์ และ แยน แฟร์ตองเก้น ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เมื่อสกัดกั้นสามแนวรุกเชลซีอย่าง อาซาร์, คอสต้า และเปโดรแบบอยู่หมัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อนร่วมทีมในแดนหน้าและแดนกลางช่วยแบ่งเบาภาระได้เยอะ ทำให้งานของพวกเขาไม่หนักหนาอย่างที่ควรจะเป็น

แต่จุดชี้ขาดผลแพ้ชนะของเกมนี้คือการดวลกันระหว่างวิงแบ็คของทั้งสองทีมต่างหาก นี่ล่ะคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พอชหวังใช้โค่นคอนเต้ เพราะเขาเชื่อว่า แดนนี โรส กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ เหนือกว่า มาร์กอส อลอนโซ กับ วิคเตอร์ โมเสส โดยเฉพาะรายหลังที่เพิ่งมาชิมลางตำแหน่งนี้ได้เพียงไม่กี่เดือน แม้ว่าที่ผ่านมานักเตะจะทำผลงานได้น่าประทับใจก็ตาม

มันเป็นไปอย่างที่โปเช็ตติโนคำนวณไว้เป๊ะ โรส และ วอล์คเกอ ร์เป็นฝ่ายไล่ต้อน โมเสส และ อลอนโซ จนหมดท่า โ ดยเฉพาะจังหวะบีบกดดันทั้งคู่ไม่ให้มีโอกาสขึ้นเติมเกม เมื่อการประสานงานระหว่างวิงแบ็คกับตัวรุกริมเส้นถูกตัดขาด เกมบุกของเชลซีย่อมลดความน่ากลัวลงเป็นธรรมดา

เพราะนี่คืออาวุธสำคัญในแท็คติค 3-4-3 ของคอนเต้ที่ใช้เล่นงานคู่แข่งมาตลอด

ไม่เพียงเท่านั้นวอล์คเกอร์ยังมีส่วนร่วมกับประตูขึ้นนำของทีมด้วย เขาเป็นคนดึงมาติชกับอลอนโซเข้ามาหาเพื่อเปิดทางให้ คริสเตียน เอริคเซน มีพื้นที่ว่างได้เปิดบอลเข้าหัว เดเล อัลลี โขกผ่านมือ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ในครึ่งแรก ก่อนที่เอริคเซนคนเดิมจะเปิดให้อัลลีเจ้าเก่าโหม่งอีกลูกในครึ่งหลัง พร้อมนำสเปอร์สคว้าชัยถอนแค้นเชลซี 2-0 

โปเช็ตติโนเอาชนะคอนเต้แบบหมดจดทั้งรูปเกมและผลการแข่งขัน คอนเต้รู้ทั้งรู้ว่าคู่แข่งจะใช้แผนนี้จากการให้สัมภาษณ์ก่อนเกม แต่สุดท้ายเขากลับแก้ลำการวางหมากของนายใหญ่ไก่เดือยทองไม่ได้ การต่อสู้ยกนี้พอชจึงเป็นฝ่ายที่ได้รับการชูมือให้เป็นผู้ชนะอย่างเป็นเอกฉันท์

ความพ่ายแพ้ของจ่าฝูงไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย เพราะอย่างน้อยพวกเขายังมีแต้มนำ ลิเวอร์พูล อันดับสองอยู่ 5 คะแนน มองอีกแง่มันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเมื่อคอนเต้จะได้เห็นจุดอ่อนและมีเวลาปรับจูนดึงผู้เล่นเข้ามาเสริมแกร่งในตลาดเดือนนี้

ส่วนชัยชนะของสเปอร์สนั้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสโมสรในฤดูกาลนี้

เพราะบางทีพวกเขาอาจค้นพบระบบการเล่นที่เหมาะกับทีมมากที่สุดแล้วก็เป็นได้

ที่มา: GOAL

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 55