เรื่องเล่าตำนานเวิลด์ คัพ : ประตูเปลี่ยนชีวิต “ดิย็อป” ในฟุตบอลโลก 2002

#SSxKMD | ทีมชาติเซเนกัล มีโปรแกรมลงสนามในฟุตบอลโลก 2022 นัดสุดท้ายของรอบแรก พบกับเอกวาดอร์ ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ โดยพวกเขาต้องการชัยชนะสถานเดียวเท่านั้น ถึงจะเข้ารอบ

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน “สิงโตแห่งเตรังก้า” เคยสร้างปรากฏการณ์ช็อกโลกครั้งใหญ่ จากนักเตะโนเนมที่ชื่อ ปาป้า บูบา ดิย็อป และกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่พล็กล็อกที่สุดในประวัติศาสตร์เวิลด์ คัพ

วันนี้ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะพาไปย้อนดูเส้นทางชีวิตของดิย็อป สู่การเป็นฮีโร่ที่จะอยู่ในใจชาวเซเนกัลไปตลอดกาล

กล้าฝันใหญ่ จึงเกิดจุดเปลี่ยน

ความฝันของปาป้า บูบา ดิย็อป ก็เหมือนกับเด็กหนุ่มหลายๆ คน คือการไปเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสรในลีกชั้นนำของยุโรป ซึ่งประเทศฝรั่งเศส คือหนึ่งในเป้าหมายของเยาวชนเซเนกัลที่จะไปให้ถึงจุดนั้น

เส้นทางสายลูกหนังของดิย็อป เริ่มจากเล่นให้กับสโมสรในบ้านเกิดอยู่ 4 ปี จากนั้นได้ย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์ กับนูชาแตล ซามักซ์ ทีมในลีกรอง ก่อนถูกกราสฮ็อปเปอร์ ซูริค ทีมดังในลีกสูงสุด ดึงตัวไปร่วมทีม

ตำแหน่งการเล่นของดิย็อป คือมิดฟิลด์ตัวรับ และสามารถเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็กได้ ซึ่งทำได้อย่างโดดเด่น และในที่สุดความฝันของเขาก็เป็นจริง เมื่อได้มาอยู่กับล็องส์ ทีมในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส เมื่อปี 2002

นักเตะในรุ่นไล่ ๆ กับดิย็อป ที่พอจะคุ้นชื่ออย่างเช่น เอล ฮัดจิ ดิยุฟ, ซาลีฟ ดิเยา และอองรี กามาร่า ต่างได้เล่นในลีกดังของยุโรปทั้งสิ้น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เซเนกัล คิดการใหญ่ในการไปฟุตบอลโลกให้ได้

เส้นทางของเซเนกัล ในรอบคัดเลือกของเวิลด์ คัพ 2002 โซนแอฟริกา รอบแรกชนะเบนิน ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 2 – 1 และรอบสอง เป็นแชมป์ของกลุ่ม C มีแต้มเท่ากับโมร็อกโก แต่ผลต่างลูกได้เสียดีกว่า

สิงโตแห่งเตรังก้า เป็น 1 ใน 5 ทีมกาฬทวีป ในบอลโลกครั้งแรกบนแผ่นดินเอเชีย ถูกจับสลากอยู่กลุ่มเดียวกับฝรั่งเศส แชมป์เก่า, อุรุกวัย อดีตแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย และเดนมาร์ก อดีตแชมป์ยูโร 1992

“เวิลด์ คัพ” แห่งประวัติศาสตร์

การที่เซเนกัล ได้อยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับอดีตแชมป์รายการใหญ่ทั้ง 3 ทีม ทำให้หลาย ๆ คน ออกมาปรามาสว่า คงไม่ผ่านรอบแรกแน่ ๆ แต่ใครจะเชื่อว่าพวกเขาได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น

31 พฤษภาคม 2002 ครั้งแรกของเซเนกัล ในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ลงเตะเป็นคู่เปิดสนาม พบกับฝรั่งเศส แชมป์จากเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น ที่สนามโซล เวิลด์ คัพ สเตเดี้ยม ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ฝรั่งเศสในยุคนั้น เรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” เลยทีเดียว เพราะพกดีกรีแชมป์เก่าปี 1998 และแชมป์ยุโรปปี 2000 ติดตัวมาด้วย แต่เซเนกัลก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะต้องเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

ก่อนเกมเปิดหัวทัวร์นาเมนท์จะเริ่มขึ้น ปาป้า บูบา ดิย็อป บอกว่า “พวกเราย้ำเตือนกับตัวเองเสมอว่า อย่าไปคาดหวังอะไรไปมากกว่าการได้สนุกกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครให้ราคาเราเลยแม้แต่น้อย”

เซเนกัล ลงสนามแบบไร้ความกดดัน และมีหลักคิดแบบผู้ชนะ นักเตะทุกคนช่วยกันเล่นแบบสุดกำลัง ทำเอาบรรดาแข้งบิ๊กเนมฝรั่งเศสทั้งซีเนอดีน ซีดาน, พาทริก วิเอร่า, เอ็มมานูเอล เปอตีต์, ดาวิด เทรเซเกต์ และเธียร์รี่ อองรี โชว์ฟอร์มไม่ออก

กระทั่งช็อตแห่งความทรงจำ เกิดขึ้นในนาทีที่ 30 เอล ฮัดจิ ดิยุฟ กระชากบอลผ่านแนวรับฝรั่งเศสไปถึงเส้นหลัง แล้วตบกลับมาให้ดิย็อป วิ่งมาแล้วยิงติดเซฟฟาเบียน บาร์กเตซ นายทวาร “เลอ เบลอส์” ก่อนในจังหวะแรก

แต่ในจังหวะสอง ดิย็อปอาศัยขาที่ยาวกว่า เขี่ยบอลตุงตาข่าย จากนั้นเขาได้ถอดเสื้อวางบนพื้นสนาม และเต้นฉลองไปกับเพื่อน ๆ ที่มุมธง นั่นกลายเป็น “ประตูชัยแห่งประวัติศาสตร์” ที่ชาวเซเนกัลจะจดจำไปชั่วชีวิต

และไม่ใช่แค่นักเตะที่กลายเป็นฮีโร่ในชั่วข้ามคืนเท่านั้น ประชาชนในประเทศเซเนกัล รวมใจกันฉลองชัยสุดเหวี่ยงบนท้องถนน แสดงให้เห็นแล้วว่า ประตูชัยของดิย็อป มีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน

ดิย็อป เปิดใจหลังทำประตูได้ว่า “มันไม่ใช่ประตูที่สวยงาม แต่มันคือความฝันมากกว่า มีไม่กี่อย่างหรอกที่จะจดจำแบบตราตรึงใจไปตลอดชีวิต ไม่รู้จะพูดถึงประตูนี้อีกกี่ครั้ง มันก็เหลือเชื่ออยู่ดี”

เกมที่เซเนกัล เอาชนะฝรั่งเศส 1 – 0 นัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2002 เว็บไซต์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ยกให้เป็น 1 ใน 10 แมตช์ที่ขึ้นชื่อว่าพลิกล็อกที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน

หลังจากที่เซเนกัลล้มฝรั่งเศสในนัดแรกมาได้ นัดต่อมาเสมอกับเดนมาร์ก 1 – 1 และนัดสุดท้ายกับอุรุกวัย ดิย็อปเหมาคนเดียว 2 ประตู พาทีมเก็บผลเสมอ 3 – 3 เขี่ยทีมดังจากอเมริกาใต้ทีมนี้ ตกรอบไปพร้อมกับแชมป์เก่า

พอถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก็เอาชนะสวีเดน 2 – 1 ก่อนที่เส้นทางของเซเนกัล จะหยุดไว้ที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังแพ้ตุรกี 0 – 1 แต่อย่างน้อยก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมที่ 2 จากแอฟริกา ที่มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ต่อจากแคเมอรูน เมื่อปี 1990

หลังจากปรากฏการณ์ “ม้ามืด” ในเวิลด์ คัพ 2002 ดิย็อปก็ได้โอกาสย้ายไปค้าแข้งในอังกฤษกับฟูแล่ม, พอร์ทสมัธ, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และเบอร์มิงแฮม ซิตี้ เป็นสโมสรสุดท้าย ก่อนประกาศแขวนสตั๊ด

โรคประจำตัว คร่าชีวิตวีรบุรุษ

ปาป้า บูบา ดิย็อป มีอาการป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Charcot-Marie-Tooth Disease : CMT) ที่เกิดจากพันธุกรรม และเขาได้ต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานานหลายปี

จนกระทั่งในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2020 ดิย็อปได้เสียชีวิตลงในวัยเพียง 42 ปี หลังจากเมื่อ 4 วันก่อนหน้านั้น โลกลูกหนังเพิ่งสูญเสียดิเอโก้ มาราโดน่า อดีตตำนานทีมชาติอาร์เจนติน่า ด้วยโรคหัวใจ

ซาดิโอ มาเน่ แข้งรุ่นน้องร่วมชาติ ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า “พวกเราต่างหัวใจสลาย เมื่อทราบว่าคุณได้จากพวกเราไป แม้ว่าจะไม่ได้บอกลาพวกเรา แต่อยากให้คุณได้รู้ว่าคุณจะอยู่ในใจไปตลอดกาล”

พอล สโคลส์ ตำนานมิดฟิลด์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ทราบข่าวการจากไปของดิย็อป ก็ได้กล่าวยกย่องอดีตฮีโร่เซเนกัลรายนี้ว่า แกร่งพอ ๆ กับปาทริค วิเอร่า ตำนานดาวเตะอาร์เซน่อล

“เขาเล่นได้ฉลาดมาก และรูปร่างใหญ่มากด้วย ตอนที่ทีมของผมดวลกับพอร์ทสมัธ เขาทำให้ผมเสียสติ และสร้างความอึดอัดให้กับผม เขาเก่งไม่ด้อยไปกว่าวิเอร่าเลย”

การจากไปของปาป้า บูบา ดิย็อป คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอล ประตูที่ยิงใส่อดีตแชมป์ฟุตบอลโลกอย่างฝรั่งเศส เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน ยังคงเป็นตำนานที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 0