“หงส์” ยอม “เงียบ” วันเดดไลน์เพื่อรอตั้งหลัก

หลังตลาดซื้อขายปิดลงเมื่อเช้าบ้านเราสรุปได้ว่าตลอดทั้งซัมเมอร์พรีเมียร์ลีกใช้เงินรวมกันทั้งสิ้น 1.1 พันล้านปอนด์

ตัวเลขนี้ดูเหมือนสูงลิบแต่กลับกลายเป็นว่าตลาดซัมเมอร์ 2021 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา

ถ้าเทียบกับปีที่แล้วการใช้เงินเสริมทัพตกลงราว 11% และ 9% ใน 2 ปีก่อนหน้านั้น นั่นหมายความว่าเป็นการลดลงต่อเนื่องหนแรกนับตั้งแต่ปี 2008 ต่อ 2010

ถ้านับช่วงเดดไลน์วันเดียวสโมสรใน พรีเมียร์ลีก สะบัดเช็กเป็นเงิน 150 ล้านปอนด์โดย นิโกล่า วลาซิส ที่ย้ายจาก ซีเอสเคเอ มอสโกว์ ไป เวสต์แฮม ด้วยค่าตัว 26 ล้านปอนด์ ถือเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในคืนหมาหอน

แต่ใน 150 ล้านปอนด์ในวันเดดไลน์ไม่มีแม้แต่ปอนด์เดียวที่มาจาก ลิเวอร์พูล จน เดอะ ค็อป เข้านอนตั้งแต่หัววันหลังเชื่อว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ ผู้ที่ไม่ได้ชื่นชอบอะไรกับการเสริมทัพแบบรีบเร่ง

นั่นแปลว่า อิบราฮิม โกนาเต้ กองหลังเลือดน้ำหอมที่ย้ายมาจาก อาแบร์ ไลป์ซิก ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์เป็นนักเตะรายแรกและรายสุดท้ายในการสู้ศึกแย่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2021-22

ถ้าถาม เดอะ ค็อป ณ ช่วงเวลานั้นหลังได้ โกนาเต้ ตั้งแต่ไก่โห่จนหลายคนอิจฉา หลายคนมั่นใจว่าจะต้องมีตัวรุกมาเสริมตามมาอย่างแน่นอน

เนื่องจาก เยอร์เก้น คล็อปป์ ทนใช้ 3 ประสานทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่, โม ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ มา 4-5 ปีก่อนจะมีหน้าใหม่อย่าง ดิโอโก้ โชต้า เข้ามาช่วยงานอีกแรงเมื่อปี 2020

อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่ลงสนามและมีชื่อทำประตูส่วนใหญ่ภาระหน้าที่ตกไปอยู่ที่ ซาลาห์ ซะเป็นส่วนใหญ่

หากวันไหน “บัง” ปืนด้าน แนวรุกของ ลิเวอร์พูล แสดงอาการทันที

ด้วยการเล่นรูปแบบเดิมๆ หลายทีมเริ่มจับทางได้ง่ายขึ้น การจะไล่ถลุงฝ่ายตรงข้ามสบายตีนเริ่มยากขึ้น แม้บางเกมจะจบลงสกอร์ขาดแต่แฟนบอลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เหนื่อย”

นโยบายการเสริมทัพและมุมมองของ JK ค่อนข้างแน่วแน่คือถ้าคนที่ซื้อมาไม่ได้ไปดีกว่าตัวที่มีอยู่ ยังไงเสียก็ไม่ซื้อให้เปลืองเงิน

แต่จะเน้นไปที่การรั้งผู้เล่นตัวหลักว่าจะอยู่เล่นต่อไปในระยะยาวดังจะเห็นได้จากการไล่ต่อสัญญาใหม่ทั้ง Vvd, อลิสซอน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน หรือล่าสุดอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

แม้กระทั่งวันเดดไลน์ไม่มีแข้งใหม่แต่ “หงส์แดง” ยังอุตสาห์จับ แนท ฟิลลิปส์ และ รีส วิลเลี่ยมส์ ต่อสัญญาใหม่

ถ้าใครมองว่า FSG ไม่คิดลงทุนอะไรเลยอาจจะสวนทางกับตัวเลขเงินค่าเหนื่อยที่การไล่ต่อสัญญากับตัวหลักที่ว่ามาทำให้ตอนนี้สโมสรมีภาระผูกพันในบัญชีสูงถึง 325 ล้านปอนด์

ทำเป็นเล่นไป ลิเวอร์พูล มีตอนนี้จ่ายค่าเหนื่อยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก ไปแล้ว!!

ปัจจัยที่ทำให้ผมมองว่า JK ยังไม่สิ้นหวังกับทีมชุดนี้คือการที่พวกเขาจบอันดับ 3 เมื่อซีซั่นก่อนทั้งๆที่เสียเซนเตอร์ตัวหลักจนเกลี้ยงไม่ว่าจะเป็น ฟาน ไดจค์, โจ โกเมซ และ โจเอล มาติ๊ป

เมื่อได้พวกเขาเหล่านี้คัมแบ็คกลับมาพร้อมๆกันอาจจะทำให้ “บอสไร้แว่น” มองในมุมที่ว่าแล้วทำไมจะจบด้วยอันดับที่ดีกว่าที่ 3 ไม่ได้?

อีกจุดที่น่าสนใจเพราะผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลา “วิกฤติ” ตรงนี้มาแล้วนั่นคือ “อายุ” ของนักเตะ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ทำให้การเสริมทัพต้องละเมียดละไมกว่าเดิม

หากไม่นับ VvD, เฮนโด้, ติอาโก้, เจมส์ มิลเนอร์ หรือ โจเอล มาติ๊ป มีนักเตะ “หงส์แดง” จ่อขึ้นเลข 3 บานตะเกียง

โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ รอฉลองวันเกิด 30 ในวันที่ 2 ตุลาคมนี้, มาเน่ เตรียม 30 ในเดือนเมษายนปีหน้า, ซาลาห์ เพิ่ง 29 ปีเต็มเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ฟาบินโญ่ 28 ปีเต็มในวันที่ 23 ตุลาคม, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ก็จะอายุเท่า “แฟ๊บ” ในวันที่ 11 มีนาคม

ส่วน อลิสซอน ในตำแหน่งผู้รักษาประตูใกล้แตะ 29 ถือว่ายังมีอายุการใช้งานอีกหลายปี

ถ้าถามว่าสโมสรรับรู้เรื่องพวกนี้ไหม คำตอบคือ “รู้”

ตามที่ เจมส์ เพียร์ซ นักข่ายสาย “หงส์” ที่เคยทวิตเอาไว้เมื่อเดือนกรกฏาคมว่าบอร์ดบริหารพยายามเลี่ยงเหตุการณ์นักเตะในทีม “แก่” พร้อมๆกัน

การเสริมทัพในช่วงหลังจึงเน้นหนักไปที่นักเตะอายุ 22-23 ปีเป็นหลัก กล่าวคือไม่ใช่ดาวรุ่งที่ต้องมานั่งเจียรไนหรือคนที่เล่นไม่กี่ปีก็เตรียมแก่

เราจึงเห็น โชต้า ที่ย้ายมาเมื่อปีก่อนด้วยวัย 23 และ โกนาเต้ 22 ปี

ย้อนกลับไปที่ผมเกริ่นว่าตัวเองเคยผ่าน “วิกฤติ” ปัญหานักเตะภายในทีม “แก่” พร้อมๆกันก็คือในปีที่ เคนนี่ ดัลกลิช ลาออก

บรูซ กร็อบเบลลาร์ (33), เกล็น ไฮเซ่น (31)เอียน รัช (30), ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ (30), สตีฟ นิโกล (29), จอห์น บารน์ส (28), แยน โมลบี้ (28)

นี่คือ 7 นักเตะใน 11 คนที่อายุทั้ง 30 และใกล้ 30 ในเกมสุดท้ายของ เคนนี่ ดัลกลิช ที่เสมอ เอฟเวอร์ตัน 4-4 ที่กูดิสัน พาร์ค ในศึกเอฟเอ คัพ เมื่อปี 1991

“คิงเคนนี่” ให้เหตุผลว่า “เครียด” และรับไม่ไหวกับเหตุการณ์ที่ฮิลสเบอร์เรอห์ การต้องเดินสายไปงานศพแฟนบอลที่เสียชีวิต 97 คน

แต่หลายคนวิเคราะห์กันว่าอีกเหตุผลคือ ลิเวอร์พูล ชุดนั้นเริ่ม “ไม่ไร้เทียมทาน” ชนะคู่แข่งยากขึ้น, เหนื่อยขึ้น ทำให้ เคนนี่ ที่เครียดอยู่แล้วไม่สนุกกับมัน

หลายคนอาจมองว่าผมเป็น “องครักษ์” มาปกป้องอะไร ลิเวอร์พูล หรือเปล่า

คนที่รู้จักตัวตนผมจริงจะรู้ว่าผมทำเว็บ SoccerSuck ขึ้นมาเพื่อจะเอาไว้ด่า เจมี่ คาร์ราเกอร์ (แต่กว่าจะออกแบบทำอะไรให้ลงตัว “เอ๋อ” เริ่มเล่นดี)

ผมเห็นอะไรก็ตำหนิด่าไปเลยแต่มีเหตุผลรองรับเสมอ ไม่มีประเภท ราฟาพ่อมึงตายหรือ OX มึงไม่รักพ่อก็ออกจากบ้านพ่อไปเลย แบบนี้ไม่มี

ยุค ราฟาเอล เบนิเตซ ผมนี่ใส่หนักที่สุดแล้วจนเว็บไซต์ “หงส์มาร” ที่เจ้าของคือพี่ชาย “ซันนี่” ไม่ชอบขี้หน้าผมและคนที่นั่นเกลียดผมยิ่งกว่าขี้ เนื่องจากนโยบายของเว็บนั้นคือห้ามต่อว่าทีมห้ามพูดในแง่ลบเด็ดขาด

ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมชอบมองอะไรรอบด้าน ทุกอย่างมีเหตุและผลสนับสนุนรองรับเสมอ มีการเปรียบเทียบกับทีมอื่นๆไม่ใช่มองเฉพาะทีมตัวเอง

เลยเป็นเหตุผลที่ผมทำเว็บที่มีข่าวของทุกทีมไม่ใช่อิงทีมตัวเองอย่างเดียว

กลับมาที่การซื้อขายของ “หงส์แดง” ซัมเมอร์นี้ ช่วงที่สโมสรเริ่มมีการขายนักเตะที่ไม่ใช้งานอย่าง กราบิล กราบาร่า (3 ล้านป.), เลียม มิลลาร์ (1.3 ล้านป.), ตาอิโว อาวอนนิยี่ (6.5 ล้านป.), มาร์โก กรูยิช (10.5 ล้านป.), แฮร์รี่ วิลสัน (12 ล้านป.) และ เชอร์ดาน ชากิรี่ (9 ล้านป.)

การเก็บเล็กผสมน้อยจากนักเตะเหล่านี้ได้เงินมาราวๆ 42 ล้านปอนด์ทำให้ เดอะ ค็อป แอบฝันหวานว่าต้องมีตัวละครลับโผล่มาแน่

เงินก้อนนี้น่าจะยังไม่พอสำหรับการสมทบทุนนักเตะใหม่ที่มีเงื่อนไขทั้งอายุและศักยภาพ

เป็นไปได้ว่าเงินก้อนนี้กับงบซัมเมอร์หน้าถูกเก็บไว้ปล่อยของทีเดียว (ตลาดหน้าหนาวตัดทิ้ง JK ไม่นิยม) เนื่องจาก FSG บริหารงานในรูปแบบ “อเมริกัน” เมื่อโควิดทำสโมสรเข้าเนื้อ

ช่วงโควิด “หงส์แดง” ขาดทุน 123 ล้านปอนด์ทั้งๆที่ก่อนหน้า “สมดุล” ทางบัญชีกำลังสวย ค่าเหนื่อยที่จ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ตามกฏการเงินอยู่ที่ 65%

แต่ที่ เดอะ ค็อป ห้ามลืมเด็ดขาดเพราะผมคิดว่าส่งผลเต็มๆต่อการเสริมทัพหนนี้คือแผนการสร้างสนามใหม่ฝั่ง แอนฟิลด์โร้ด ที่ cost สูงถึง 60 ล้านปอนด์ มองแบบเป็นกลาง เงินก้อนขนาดนี้นี้ในช่วงโควิดถือว่า “หนัก” แต่โปรเจคถูกวางไว้แล้วยกเลิกไม่ได้เด็ดขาด ค่าใช้จ่ายหมดไปเยอะตั้งแต่การออกแบบและค่าดำเนินการ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล เอคโค่ ได้จี้ประเด็นในเรื่องการกำไรและขาดทุนว่าหากเอาไปเทียบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ค่าเหนื่อยเทียบกับรายได้ทะลุเกิน 100 แต่ก็ยังหมุนเงินเอามาเสริมทัพซื้อ แพทสัน ดาก้า, บูบาการี่ ซูมาเร่ และ แยน เวสเตอร์การ์ด

แม้กระทั่ง อาร์เซนอล ที่ผลงานต่ำเตี้ยเรี่ยดินแถมรายได้จากเวทียุโรปก็ไม่มีแต่ถลุงเงินในซัมเมอร์ไปแล้ว 130 ล้านปอนด์

หลายๆสโมสรในพรีเมียร์ลีกเห็น “จุดอ่อน” ที่ลีกอย่าง สเปน, อิตาลี และ ฝรั่งเศส มีปัญหาทางการเงินจากโควิดจึงพากันดูดนักเตะในราคาที่ต่ำกว่าตลาด

ลิเวอร์พูล ซีซั่นนี้ไม่ต่างจาก “แอพ” ที่ไม่ยอมอัพเดทตามตัวเครื่องที่ install ios เวอร์ชั่นใหม่ไปแล้ว

แต่ “เจ้าของ” มองเรื่อง “ธุรกิจ” เป็นหลักและไม่ต้องการให้สโมสรไปอยู่ในจุดที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบล้มละลายก่อนเข้ามาฮุบเมื่อปี 2010

ซีซั่นนี้ลึกๆทั้งนักเตะและตัว JK เองอาจะตั้งเป้าไว้ที่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์แต่ในเศษเสี้ยวนั้นก็อาจยอมรับได้เมื่อถึงเวลามันไปไม่ถึงจุดนั้นหากพิจารณาในการเสริมทัพของทีมอื่นๆที่ล้วนแล้วแต่แกร่งขึ้นกว่าปีก่อน

เดอะ ค็อป อาจผ่านช่วงเวลาความเป็นความตายจากซีซั่นก่อนจนจบอันดับ 3 แบบมึนๆมาแล้ว

ดังนั้นผมรู้สึกว่ามาลอง “ตื่นเต้น” อีกซักหนในสภาพขุมกำลังที่ดีกว่าเดิมเป็นสิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ครับ…

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 9