ปัญหาไม่ใช่ 10 ตัวแต่เป็น “โซลชา”

ปัญหาไม่ใช่ 10 ตัวแต่เป็น “โซลชา”

ถ้าทีมของคุณสกอร์นำอยู่ แล้วกองหลังถูกไล่ออกโดยที่ยังเหลือเวลาอีกร่วมชั่วโมง สิ่งแรกที่จะทำคืออะไรครับ?

เบสิกแรกก็ถอดตัวรุกออกแล้วเอากองหลังมาแทนแต่คุณต้องมองถึงรูปเกมในอนาคตด้วยว่าจังหวะ “สวนกลับ” คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในสถานการณ์นี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แข่งไม่ใช่ เรอัล มาดริด หรือ เปแอสเช!!)

แต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กลับยกธงขาวแสดงตัวชัดเจนว่า “ขออุด” กับทีมอย่าง ยัง บอยส์ หลังทยอยถอดผู้เล่นที่ยังพอ “แบก” ทีมในช่วงเป็นรองออกทีละคนสองคน

บรูโน่ ออกในนาที 72 พร้อม โรนัลโด้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นก็ “เพลย์เซฟ” ปรับมายืนหลัง 3 ส่ง ราฟาเอล วาราน มาแทน ฟาน เดอ เบค ตั้งแต่หลังพักครึ่งแล้ว

โซลชา ข้ามขั้นตอนและเลือก “อุด” อย่างไวทั้งๆที่ยังสามารถเจียดเวลาลองของเพื่อปิดเกมได้อยู่เช่น เก็บ บรูโน่ ไว้แล้วส่ง เมสัน กรีนวู้ด มาแทน โด้ เพื่อใช้สปีดโต้กลับ

เนื่องจาก ยัง บอยส์ กำลังได้ใจขนคนไปอยู่ในแดนทีมเยือนและทิ้งหน้าบ้านโล่งมากซึ่งการจะให้ “โด้” เอาตัวรอดพาบอลไปเองสภาพร่างกายก็ไม่ไหว จะวิ่งแข่งตลอดแทบเป็นไปไม่ได้เลย

แต่อย่างที่เห็นกันคือ โซลชา ไม่เอาแล้วเกมรุก ปล่อยให้เด็กๆเล่นกันตามมีตามเกิดจนครึ่งหลังไม่มีโอกาสยิงแม้แต่หนเดียว

ถ้า วาน บิสซาก้า ยับยั้งชั่งใจและเข้าบอลฉลาดกว่านี้ หลังจบเกมเราน่าจะได้แชร์ประเด็นสวยๆอย่างการแอสซิสต์ที่ผู้บรรยายพูดว่า “Fantastic” ของ บรูโน่ รวมถึงการจบสกอร์ที่เด็ดขาด 2 นัดติดของ โรนัลโด้

แต่มันกลับตรงกันข้าม “เร้ดอาร์มี่” ระเบิดอารมณ์หลังจบเกม แถมหัวร้อนหนักเป็น 2 เท่า จากเดิมที่ว่าเสมอก็เคืองแต่นี่ดันกล้าหาญมาแพ้ทดเจ็บนาที 90+5

สิ่งที่ตอกย้ำความฉิบหายให้ “เฮียยิ้ม” คือ เจสซี่ ลินการ์ด ที่แกส่งลงมาแทน โรนัลโด้ ดันคืนหลังจนแพ้ล็อกถล่ม จังหวะซิตคอมไหมล่ะ

ลูกนี้ทำให้ผมนึกถึงวันที่ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด back pass ให้ ดิดิเยร์ ดร็อกบา หลุดไปยิงก่อนพา เชลซี บุกมาชนะที่ แอนฟิลด์ 2-0 เมื่อปี 2010

การส่งคืนหลังโดยมีแนวรับยืนระเกะระกะแบบนี้เป็นอะไรที่ควรเลี่ยงที่สุดครับ แค่เพื่อนคุณยืนบังเหลี่ยมก็กลายเป็นมุมอับที่ไม่มีทางเห็นฝั่งตรงข้ามได้เลย 2 เหตุการณ์นี้เหมือนกันเป๊ะๆ

ไม่ได้อยากอวยนะ เกมนี้ “ปีศาจแดง” น่าจะเช็กบิลได้ไม่ยากด้วยซ้ำเพราะดูแล้วแชมป์สวิตเซอร์แลนด์เล่นตามเสียงเชียร์ วิ่งกันลืมตายก็จริง

แต่จังหวะสุดท้าย “อ่อนจัด” เหมือนรู้ว่าต้องต่อบอล ต้องเล่นทรงไหนแต่พอพื้นที่สุดยิงแป๊กมั่ง จั่วลมมั่ง ยิงขึ้นอัฒจันทร์บ้าง

ใบแดงใบเดียวเปลี่ยนทุกอย่างในทันที “เปลี่ยน” เรื่องจำนวนตัวผู้เล่นที่เสียเปรียบผมว่าไม่เท่าไหร่ คุณภาพมันไม่ห่างอะไรขนาดนั้นแต่ โซลชา เองต่างหากที่เปลี่ยนให้มันแย่กว่าเดิม

ความผิดพลาดที่นำมาสู่การเสียลูก 1-1 คือ ลุค ชอว์ ดันหุบเข้ามาในเยอะจนทิ้งพื้นที่ของตัวเอง เอเลีย จึงมีเวลาเหลือเฟือทั้งมองทั้งบรรจงเปิด

แต่ดวงคนจะซวยแฉลบชอว์ไม่พอยังไปสะกิด ซิลวาน เฮฟตี้ ก่อนสุดท้ายที่ผมไม่เรียกว่ายิงละกัน ขอใช้คำว่าแหย่ตามสัญขาติญาณแบบงงๆ

อันนี้หลายคนก็ไม่เข้าใจเพราะอุตสาห์เล่นหลัง 3 ส่วนมิดฟิลด์ก็รอชนอยู่แต่แบ็คร่างอวบทิ้งพื้นที่รับผิดชอบมายืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ช่วงนี้ผมดูบอลแล้วเสียวขาแปล๊บๆบ่อยมาก วันอาทิตย์ก็ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ไปคนแล้ว มาล่าสุดนี่โชคดีมากที่ เปเรย์ร่า ไม่หัก

จังหวะย่ำเข้าที่ข้อเท้าของ วาน บิสซาก้า อาจเป็นอีกเหตุการณ์สลดถ้า เปเรย์ร่า อยู่ในท่าวิ่งแล้วน้ำหนักตัวทิ้งไปข้างหน้า แต่มิดฟิลด์ทีมชาติ ลักเซมเบิร์ก วัย 24 ปีเอี้ยวตัวจนกลายเป็นผ่อนให้สตั๊ดทั้งคู่หลุดออกจากกัน

ที่หลายคนรับไม่ได้อย่างแรงคือ “เฮียยิ้ม” ดันเลือก “ปอดแหก” ผิดที่ผิดเวลากับทีมอย่าง ยัง บอยส์ ทั้งๆที่สามารถ “อแด๊ป” การเล่นให้ออกมาในรูปแบบ “มีปากมีเสียง” ในสภาพ 10 ตัวมากกว่าลงไปอุดจนครึ่งหลังไม่ได้ง้างตีนยิงแม้แต่หนเดียว

แมนฯยูไนเต็ด พาตัวเองมาอยู่ในจุดที่หางานให้ตัวเองตั้งแต่หัววันเพราะดันแพ้ประเดิมเปิดสนามให้ทีมที่ถูกมองว่ารอแจกแต้ม

ความได้เปรียบเสียเปรียบตอนนี้อาจยังไม่เห็นภาพใหญ่เพราะเพิ่งลงเตะนัดแรกแต่ที่แน่ๆคือ บีญาร์เรอัล กับ อตาลันต้า ที่แบ่งแต้มในวันเดียวกันมองเห็นทางหนีทีไล่ในกลุ่มหลังการแพ้พลิกล็อกหนนี้ของ ยูไนเต็ด แน่นอน

บรรยากาศตั้งแต่เปิดตัว โรนัลโด้ มันสู่ขิตชวนให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องจับต้องได้ถึงการยกระดับมาตรฐานทีมอย่างเป็นทางการ

แต่เหตุการณ์ในวันนี้และสิ่งที่ โซลชา ทำกลับตอกย้ำให้ “เร้ดอาร์มี่” ไม่มีความรู้สึกว่าเขาคือ “The one” หรือคนที่ใช่หลงเหลืออยู่เลย..

สถิต สถิติ สถิติ

แมนฯยูฯ แพ้ 7 จาก 11 เกมในรายการ แชมเปี้ยนส์ลีก ภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

และใน 11 เกม UCL ของ โซลชา พา ยูไนเต็ด เก็บคลีนชิตได้แค่ 1 หนเท่านั้น

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ลงสนามนัดที่ 38 ให้ แมนฯยูฯ แต่เล่นรวมไปแค่ 1,510 (จากเวลาเต็ม 3,420) เฉลี่ยแล้วนัดนึงได้เล่น 40 นาที

โอกาสยิง 2 ครั้งตลอดทั้งเกมของ “ปีศาจแดง” ถือว่าเป็นสถิติที่น้อยที่สุดใน 138 เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 โดยจังหวะยิงที่ 2 และเป็นจังหวะสุดท้ายของเกมเกิดขึ้นในนาที 25 ของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้

อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นนักเตะ ยูไนเต็ด คนแรกที่ถูกไล่ออกใน แชมเปี้ยนส์ลีก นับตั้งแต่ นานี่ ถูกใบแดง ในเกม พบเรอัล มาดริด เมื่อเดือนมีนาคม 2013

“โด้” ยิงประตูใน UCL ลูกที่ 63 จาก 68 เกมนับตั้งแต่อายุขึ้นเลข 3 ซึ่งถือว่ายิงมากกว่าคนที่อายุ 30+ ถึง 35 ประตูเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยัง บอยส์ ตกเป็นเหยื่อทีมที่ 36 ในคอเลคชั่นยิงประตูของ โรนัลโด้ ในเวที แชมเปี้ยนส์ลีก โดยไม่มีใครทำตัวเลขได้มากไปกว่านี้แล้ว (เท่า ลีโอเนล เมสซี่)

ประตูชัยของ จอร์แดน ซีบัทโช ในนาที 94 กับอีก 22 วินาทีถือเป็นประตูทดเจ็บที่นานที่สุดนับตั้งแต่ ลูคัส มูร่า ทำไว้ (95 นาทีกับ 1 วินาที) ในเกมที่ สเปอร์ส พบ อาแย็กซ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2019

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 22