ทำไมทีมฟุตบอลมีเสน่ห์น่าลงทุน

#SSxKMD | ถึงข่าวเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ขายหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลจะเงียบหายไปจากหน้าสื่อแต่ก็อย่างที่มีรายงานว่า ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG หยุดทำหน้าที่แบบวันต่อวันเพื่อโฟกัสการคัดเลือกผู้ซื้อที่มีศักยภาพ และตัวเขาก็ยืนยันกระบวนการเพิ่งอยู่ในช่วง early days

จับจากกระแสข่าวมีโอกาสที่ FSG จะขายสโมสรลิเวอร์พูลมากกว่าเพียงปล่อยหุ้นส่วนบางส่วน และอย่าตัดความเป็นไปได้ที่สโมสรจะยังตกอยู่ในมือของมหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน แต่ครั้งนี้จะอยู่ในมือของกลุ่มผู้ซื้อที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐ (a state-funded buyer) ในลักษณะเดียวกับแมนฯซิตี, นิวคาสเซิล และปารีส แซงต์-แยร์กแมง ไม่ใช่รูปแบบบริษัทเอกชนอย่างเฟนเวย์ฯ

คริส มานน์ หัวหน้าฝ่ายควบรวมและซื้อกิจการของ Sportsology บริษัทให้คำปรึกษาด้านกีฬาที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์กและลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ESPN ว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเห็นกลุ่มบุคคลและบริษัทในอเมริกาเข้ามาลงทุนในฟุตบอลยุโรปเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อปี 2021 มีการลงทุนในลีกบิ๊ก-5 รวมทั้งสิ้น 15 สโมสร และ 2 ใน 3 เป็นนักลงทุนจากอเมริกาทั้งรายบุคคลหรือกลุ่มทุนส่วนตัว

มานน์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความสนใจของคนอเมริกันที่มีต่อฟุตบอลยุโรปเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยลงทุนแบบไร้สาระของตัวบุคคลมาเป็นการเจรจาซื้อขายที่ยากและสลับซับซ้อนขึ้นขององค์กร ซึ่งพยายามมองหาสโมสรที่กระหายจะคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

มาร์ค ออคเดน นักข่าวอาวุโสของ ESPN FC ตั้งคำถามว่า อะไรเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งอยากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอย่างลิเวอร์พูล ซึ่งคำตอบนั้นง่ายมากสำหรับคนที่มีความพร้อมทั้งเม็ดเงินและความทะเยอทะยานที่จะเดินหน้าปิดดีลที่มีมูลค่า 3-4 พันล้านปอนด์

ออคเดนตอบคำถามย่อหน้าที่แล้วว่า ใครบ้างที่ไม่อยากลงทุนในแบรนด์กีฬาระดับโลก ซึ่งสร้างโอกาสดีๆแม้ในยามภาวะเศรษฐกิจถดถอย เอื้ออำนวยต่อการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง อีกทั้งยังมีฐานลูกค้า(แฟนบอล)ที่จงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย ยังไม่นับความสนุกสนานระหว่างทางที่พยายามก้าวไปสัมผัสถ้วยชนะเลิศพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีก

ดูตัวอย่างได้กับ FSG บริษัทลงทุนด้านกีฬาในบอสตัน ซึ่งเป็นเจ้าของทีมเบสบอล บอสตัน เรดซ็อคซ์ และทีมฮ็อคกีน้ำแข็ง พิตส์เบิร์ก เพนกวินส์ พวกเขาซื้อสโมสรลิเวอร์พูลจากสองนักธุรกิจอเมริกัน จอร์จ จิลเลตต์ และทอม ฮิคส์ ในราคา 300 ล้านปอนด์เมื่อเดือนตุลาคม 2010 จากนั้น FSG แปรสภาพลิเวอร์พูลจากยักษ์หลับให้กลายเป็นทีมที่เล่นนัดขิงแชมเปียนส์ลีก 3 ครั้งใน 5 ปี และได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในปี 2019 แถมยังครองแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2020 หลังรอคอยนานสามทศวรรษ และ FSG อาจขายสโมสรได้เงินกลับมาสูงถึงสิบเท่าของที่จ่ายไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

นักข่าวอาวุโสของ ESPN FC ระบุว่าตอนนี้เปรียบเสมือนมีป้าย “ขาย” ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแขวนอยู่เหนือสนามแอนฟิลด์ และถึงแม้ตัวเลขอาจสูงถึง 4 พันล้านปอนด์ ก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนเจ้าของใหม่ที่อยากมารับช่วงบริหารสโมสรต่อจาก FSG

มีรายงานว่า ลิเวอร์พูลมีเงินเข้าคลัง 151.9 ล้านปอนด์จากเงินรางวัลของพรีเมียร์ลีกในซีซัน 2021-22 บวกกับ 102 ล้านปอนด์จากยูฟาด้วยผลงานเข้าชิงแชมป์แชมเปียนส์ลีกในกรุงปารีสกับเรอัล มาดริด นอกจากนี้เว็บไซต์ Off The Pitch ทำนายว่าในปี 2023 ลิเวอร์พูลจะทำรายได้แซงหน้าแมนฯยูไนเต็ดได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าผลประกอบการจะอยู่ที่ 602 ล้านปอนด์ และกำไรก่อนหักภาษี 76 ล้านปอนด์

มานน์พูดตรงกับออคเดนในประเด็นที่ว่า สิ่งที่นักลงทุนอเมริกันมองหาคือสโมสรฟุตบอลที่เข้ากับพื้นฐานของทีมกีฬาอาชีพในอเมริกา ที่มีคุณสมบัติเป็นแบรนด์ใหญ่ระดับโลกที่มีการทำผลงานในระดับความเสี่ยงต่ำ เช่นเป็นทีมที่โอกาสตกดิวิชันแทบเป็นศูนย์ และมีโอกาสสูงมากที่จะครองแชมป์ลีกหรือผ่านไปเล่นแชมเปียนส์ลีก รวมถึงเม็ดเงินที่ได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานาน 20 ปี ซึ่งมานน์เชื่อว่าปัจจุบันน่าจะมีแค่ 20 สโมสรในยุโรปที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด และลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน

ผู้บริหารของ Sportsology มองว่าตัวเลขเงินลงทุนกับทีมฟุตบอลยุโรปมีความสมเหตุสมผลอย่างเช่น ทอดด์ โบห์ลีย์ ซื้อสโมสรเชลซีเป็นเงิน 2.5 พันล้านปอนด์ ซึ่งถูกกว่าทีมอเมริกันฟุตบอล เดนเวอร์ บรองโกส์ ที่ขายในราคา 3.95 พันล้านปอนด์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาความจริงเรื่องตลาดฟุตบอล(เทียบกับอเมริกันฟุตบอล)

ยิ่งกว่านั้นโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นเวลา 2-3 ปี มานน์ชี้ว่ารายได้ของทีมฟุตบอลระดับบิ๊กสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ยิ่งหากโลกกำลังเดินเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ของศตวรรษ ต้องถือว่าทีมฟุตบอลมีความเสี่ยงต่ำ เป็นการเดินพันที่ค่อนข้างปลอดภัยในตลาดที่ไม่แน่นอน

ปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือความภักดีของแฟนบอล ซึ่งเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้ลิเวอร์พูลได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลกอาจเป็นรองหรือใกล้เคียงกับแมนฯยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และบาร์เซโลนา ที่สำคัญฟุตบอลไม่เหมือนธุรกิจผู้บริโภคทั่วโลกเช่น ถ้า Apple ทำผลิตภัณฑ์ผิดพลาดสักสองปี ลูกค้าอาจเปลี่ยนไปซื้อ Samsung แทน แต่ฟุตบอลไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว

ไม่ว่าแฟนบอลจะรักหรือเกลียดนักลงทุนชาวอเมริกัน แต่ที่แน่ๆ พวกเขารัก(ที่จะลงทุนกับ)ทีมฟุตบอลมาก

เรียบเรียง: KMD Content Team

ภาพ: This is Anfield ENGLAND

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 0