คราวซวยของ “สิงห์” ในวันที่ “ปืนใหญ่” เฉียบขาด

คราวซวยของ “สิงห์” ในวันที่ “ปืนใหญ่” เฉียบขาด

การเสียนักเตะตัวหลักด้วยอาการบาดเจ็บ “แฮมสตริง” พร้อมๆกันถึง 2 คนและเหลือตัวผู้เล่น 10 คนหลังโดนยิงแซงได้ไม่นานรวมถึงเจอผู้ตัดสินที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

ทั้งหมดเกิดดันมาเกิดขึ้นในรอบชิงบอลถ้วย ถ้าไม่ใช้คำว่า “ไปทำบาปทำกรรมแต่ชาติปางไหน” ผมก็นึกไม่ออกแล้วว่าต้องนิยายถึงความฉิบหายของ เชลซี ในเกม เอฟเอ คัพ อย่างไรดี

การเสีย พูลิซิส เหมือน เชลซี ถูกตัดแขนขาไปพร้อมๆกันเพราะถ้าจะให้จิ้มเลือกนักเตะซักคนจากฝั่งสีน้ำเงินที่จะพลิกเกมหรือรังสรรค์ประตูชั่วโมงนี้ต้องแกเท่านั้นครับ

เราจะเห็นว่าหลังเสียแข้ง อเมริกัน ตั้งแต่นาทีที่ 3 ของครึ่งหลังกลายเป็นฝ่าย เชลซี ที่ขึงเกมและครองบอลมากกว่าด้วยซ้ำแต่อย่างที่บอกครับ ด้วยสภาพนักเตะที่ไม่มีทั้ง พูลิซิส และ วิลเลี่ยน ก็ไม่รู้จะใช้วิธีไหนส่องประตู

จนกระทั่งการสวนกลับของ “ปืนใหญ่” ที่แบ็คอย่าง เบเญริน บึ่งจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงเกือบหน้าเขตโทษก่อนลงเอยด้วยการที่ เคิร์ท ซูม่า “เสียหมา” ถูก โอบา หลอก “ง่ายเกิน” จนขาตายเป็นประตูแซงนำ 2-1

ภาระเดิมเรียกว่าก็ยากอยู่แล้วแต่ แลมพาร์ด เจอความซวยซ้ำซ้อนเมื่อ โควาซิซ ถูกไล่ออก จังหวะแรกเหลืองสมควรแต่เหลือง 2 ผมกลับมองว่าจังหวะไม่น่าเกลียด ผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ สามารถเตือนก่อนได้หากพิจารณาถึงเกมรอบชิงที่ปกติแล้วผู้เล่นจะได้รับโอกาสในจังหวะแบบนี้เป็นครั้งสุดท้าย

จะว่าไปแล้วเรื่องดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นเลยหาก แลมพ์ ไม่เสีย พูลิซิส ไวเพราะเท่ากับใช้โควต้าเปลี่ยนตัวไปแล้ว 2 และหากเปลี่ยน โควาซิช ที่ติดใบเหลืองก็เท่ากับว่าจะไม่สามารถแก้เกมอะไรได้อีกเกือบๆจะ 45 นาทีเต็ม

น่าเสียดายแทน เชลซี เนื่องจากบนม้านั่งสำรองมีชื่อของ ก็องเต้ ผู้เบิกเนตรทางด้านตัดเกมกลับไม่ได้ลงสนามเพราะความโชคร้ายแท้ๆ

ผมเชื่อว่า “ผู้ตัดสิน” เป็นตัว “ถ่วง” ในการกลับสู่เกมในมุมมองของฝั่ง เชลซี จากหลายๆจังหวะแกเป่าดูค้านสายตารุงรังไปหมด

ผมจึงเชื่อว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเกมเดียวเป็นสิ่งที่ทุกคนจากฝั่ง เชลซี ไม่ว่าจะแฟนบอล,ผู้เล่น และ สต๊าฟโค้ช รู้สึกว่าไม่ใช่แพ้เพราะสู้ไม่ได้แต่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

ฟีลลิ่งแบบนี้คาใจและลืมยากแน่นอนครับ

ประเด็นนักเตะเจ็บ และ ผู้ตัดสิน ทำให้ลูก 1-0 และ 1-1 แทบไม่ถูกพูดถึง ทั้งๆที่เราอาจตั้งคำถามว่า นักเตะ อาร์เซนอล 7 คนทำอะไรอยู่ถึงทำให้ฝั่งเสื้อสีน้ำเงินอยู่ในเขตโทษแค่ 3 คนเบิกสกอร์แรกได้ก่อน

ลูกทีมของ แฟร็งค์ แลมพาร์ด พยายามใช้ความคล่องตัวของตัวกลางที่มีมากกว่าแนวรับ “ปืนใหญ่” ด้วยการบีบสูงตั้งแต่หน้าประตู

แต่ความน่ากลัวของการ เพรสซิ่สสูง คือกลางและหลังต้องดันตามตัวบน เพื่อตัดบอลในทุกๆพื้นที่ที่มีบอล

แต่สิ่งที่ไม่มีในตำราและการฝึกซ้อมคือ “timing” เพราะการสาดยาวโป้งเดียวไปยังพื้นที่ว่างและดันเป็นจังหวะที่ โอบาเมยอง ออกตัวได้ก่อน อัซปิลิกวยต้า จนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลากดึงจนกระทั่งเสียจุดโทษ

เรียกว่าการเพรสของ แลมพ์ ยังต้องขัดเกลา(เติมนักเตะที่เข้ากับแท็คติกส์)อีกพักใหญ่ๆหากคิดจะเอาดีทางด้านนี้ส่วน อาร์เตต้า ที่เรียนรู้วิชามาจาก เป๊ป ใช้แท็คติกส์ เพรสสูงมาหลายนัดจนได้ผลอย่างน่าทึ่งจริงๆ

น้ำตาของ อัซปิลิกวยต้า หลังเจ็บ “แฮมสตริง” สะท้อนความรู้สึกของคนที่หมดสิทธิ์แก้ตัวกับบาปที่ทำไว้

เช่นเดียวกับ พูลิซิส ที่ผมแทบไม่เคยเห็นนักฟุตบอลที่เจ็บ “แฮมสตริง” แล้วฝืนเลี้ยง+ยิงต่อ ซึ่งส่วนใหญ่พอกระตุกทิ้งตัวตามสัญชาติญาณทุกราย

การได้ชื่อว่าเป็นนักเตะอเมริกันคนแรกที่ยิงประตูในรอบชิงจึงแทบไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเจ้าตัว

ครับ สิ่งที่ผู้จัดการทีมหน้าใหม่ต้องการคือการปลดล็อกคว้าแชมป์ให้เร็วที่สุดเพื่อลดความกดดันให้ตัวเองและแฟนบอล

มิเกล อาร์เตต้า ได้สัมผัสถ้วยแชมป์กับการเข้าชิงหนแรกเลยในขณะที่ แลมพ์ 2 ครั้งอกหักทั้งหมด

เราต้องไม่ลืมว่าทีมเศรษฐีหรือ top team ในช่วงหลายปีโผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดรวมกับทีมใหญ่เดิมอยู่แล้ว “คู่แข่งขัน” จึงถีบตัวมีมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนครับ “ถ้วยรางวัล” จำนวนเท่าเดิม

การที่ “ปืนใหญ่” ซึ่งตอนนี้กลายสภาพเป็นทีมกลางตารางได้แชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 14 ด้วยการโค่นทั้ง แมนฯซิตี้ และ เชลซี อาจเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้ยุคของ อาร์เตต้า ได้เลยครับ…

ที่มา: soccersuck

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น

จำนวนคนดู: 11